กล่องข้อความ: สภาพทั่วไปและข้อมูลพื้นฐาน 


1. ด้านกายภาพ
1.1 ที่ตั้งของหมู่บ้านและตำบล
ตำบลในเมือง เป็นตำบล  1  ใน  11  ตำบล  ของอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ทางตอนกลางทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอำเภอพิชัย  ห่างจากที่ว่าการอำเภอพิชัยเป็นระยะทางประมาณ  2  กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นระยะทางประมาณ  50  กิโลเมตร โดยมีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือ          ติดต่อกับ         ตำบลไร่อ้อย      อำเภอพิชัย       จังหวัดอุตรดิตถ์
ทิศใต้              ติดต่อกับ         ตำบลบ้านหม้อ   อำเภอพิชัย       จังหวัดอุตรดิตถ์
ทิศตะวันออก     ติดต่อกับ         ตำบลนาอิน และตำบลนายาง  อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์
ทิศตะวันตก      ติดต่อกับ         ตำบลคอรุม       อำเภอพิชัย       จังหวัดอุตรดิตถ์


แผนที่ที่ตั้งและอาณาเขตตำบลในเมือง

เนื้อที่  มีพื้นที่ทั้งหมด 32.51  ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 20,258 ไร่

 

          ประวัติความเป็นมา
ตำบลในเมือง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ทางด้านทิศเหนือ ห่างจากอำเภอพิชัยประมาณ    2  กิโลเมตร  มีแม่น้ำน่านไหลผ่านทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง  ในสมัยโบราณมีกำแพงเมืองสองชั้นและคูน้ำ  หนึ่งชั้น  ตำบลในเมืองเป็นเมืองพิชัยโบราณที่ปรากฏชื่อในเอกสารทางประวัติศาสตร์ เช่น พงศาวดาร และบันทึกชาวต่างชาติที่มีอายุร่วมในสมัยอยุธยา  ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเมืองพิชัยแสดงให้เห็นว่า “เมืองพิชัย” เป็นเมืองที่สำคัญในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 - 22  และตำบลในเมืองที่เป็นเมืองเก่าพิชัยปัจจุบันยังมีโบราณสถานที่มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ เช่น วัดหน้าพระธาตุ  กำแพงเมืองพิชัย อนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก
กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศตั้งตำบลในเมือง ที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอพิชัย และได้แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 9 หมู่บ้าน  ได้แก่
บ้านหน้าพระธาตุ  อยู่ในเขตของหมู่ที่ 1 บ้านหน้าพระธาตุ เดิมแรกหมู่บ้านนี้ มีราษฎรซึ่งเป็นชนพื้นเมืองอาศัยอยู่มาตั้งแต่โบราณ  เนื่องจากเมืองพิชัยเป็นเมืองเก่า คนสมัยก่อนจะเรียกหมู่บ้านหน้าพระธาตุ กัน 2 ชื่อ      คือ  เหนือซอยตาเสือในปัจจุบันเรียกบ้านท่าเดื่อ  และใต้ซอยตาเสือ (บ้านหัวหาด) ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น            บ้านหน้าพระธาตุ ในปี พ.ศ. 2525
บ้านหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตของหมู่ที่ 2 บ้านหน้าพระธาตุ จัดตั้งขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดแต่มีคนรุ่นหลังๆ เล่าต่อกันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่หน้าองค์พระบรมสารีริกธาตุของวัดหน้าพระธาตุ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า        บ้านหน้าพระธาตุ
บ้านในเมือง อยู่ในเขตของหมู่ที่ 3 หมู่บ้านนี้มีราษฎรเป็นชนพื้นเมืองอาศัยมาอยู่แต่โบราณ เนื่องจากเมืองพิชัยเป็นเมืองเก่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีชื่อว่าบ้านหาดกรวด  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบ้านในเมือง
บ้านหัวค่าย อยู่ในเขตของหมู่ที่ 4 บ้านหัวค่ายในสมัยโบราณเชื่อกันว่าเคยเป็นค่ายทหารของพระยาพิชัยดาบหัก ในยุคสมัยพระเจ้าตากสิน โดยพระยาพิชัยดาบหักมาครองเมืองจึงพิจารณาเห็นว่าบ้านหัวค่ายมีอาณาเขตกว้างขวาง  มีแหล่งธารน้ำอุดมสมบูรณ์ ทางทิศตะวันตกมีลำกะชีเป็นลำธารยาว   และทางทิศตะวันออกสุดเขต    บ้านห้วยคา จึงได้ตั้งค่ายทหารขึ้นและให้ชื่อว่า หัวค่าย
บ้านวังพะเนียด  อยู่ในเขตของหมู่ที่ 5 เป็นหมู่บ้านที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยพระยาพิชัยดาบหัก ซึ่งเป็นสถานที่คล้องช้าง  ณ  บริเวณทุ่งทะเลหญ้า โดยมีบริเวณหน้าวัดวังเพนียด เป็นสถานที่ที่ช้างลงมาอาบน้ำ  และมีต้นมะขามเป็นจำนวนมาก จึงมีการเรียกชื่อวัดว่าวัดต้นมะขาม  ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดวังพะเนียดเพื่อให้สอดคล้องกับประวัติความเป็นมา
บ้านคลองละวาน อยู่ในเขตของหมู่ที่ 6 เดิมมีราษฎรอาศัยอยู่มาตั้งแต่โบราณ เมื่อปี พ.ศ. 2464  นายยิ้ม  แย้มแก้ว และชาวบ้านส่วนหนึ่งซึ่งมีไม่กี่ครอบครัว  ได้มาจับจองตั้งถิ่นฐานอยู่กันอย่างกระจัดกระจายตามสองฝั่งคลองละวาน  ในสมัยนั้นทั้งสองฝั่งคลองมีชาวบ้านอาศัยอยู่น้อยมาก ประจวบกับช่วงนั้นมีไข้ป่าที่ร้ายแรง  จนไม่มีใครที่อยากจะอยู่อาศัยในหมู่บ้าน  จึงได้ชักชวนพี่น้องที่อยู่หมู่บ้านอื่นย้ายมาอยู่หมู่บ้านของตนเองหลังจากนั้นก็มีหลายครอบครัวได้มาตั้งถิ่นฐานเรียงรายตามสองฝั่งคลองละวาน โดยมีนายยิ้ม  แย้มแก้ว เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก และจึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านคลองละวาน”
บ้านคลองกะชี หมู่บ้านคลองกะชีได้แยกออกจากหมู่ที่ 2 บ้านหน้าพระธาตุ อยู่ในเขตของหมู่ที่ 7 ซึ่งผู้จัดตั้งหมู่บ้านคือ นายอุ่น  ช่างกล่อม ได้จัดตั้งเป็นหมู่บ้านคลองกะชีจนปัจจุบันมีผู้ใหญ่บ้าน จำนวน  6  คน คนปัจจุบันคือ นายฉัตรชัย  ทาสี
บ้านนาใต้คลองโตงเตง หมู่บ้านนาใต้คลองโตงเตงอยู่ในเขตหมู่ที่ 8 ในสมัยก่อนหมู่บ้านนี้จะประกอบด้วยหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้าน ได้แก่ นาเหนือ นาเมือง นาใต้ และคลองโตงเตง ซึ่งล้วนแต่เป็นเมืองเก่าโบราณ  และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น บ้านนาใต้คลองโตงเตงจนถึงปัจจุบัน

บ้านห้วยคา เดิมมีชื่อว่า บ้านห้วยซึ้ง ซึ่งติดกับบ้านห้วยคาซึ่งเป็นพื้นที่ของบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก       มีประชากรอยู่หลายหมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 4, 6, 7 และหมู่ที่ 8 ตำบลไร่อ้อย ต่อมาได้มีการขอแยกหมู่บ้านใหม่โดย    ขอแยกพื้นที่จากหมู่ 4 บ้านหัวค่าย และหมู่ที่ 6 บ้านคลองละวาน  ต่อมาได้มีประชามติเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านใหม่เป็น บ้านห้วยคา จนถึงปัจจุบัน
“องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง” มีวิวัฒนาการมาจากสภาตำบล เนื่องจากรัฐบาล  มีนโยบายที่จะกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ประชาชนให้มากขึ้นจึงได้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ  “สภาตำบล”  เสียใหม่ และได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ 2537  โดยให้มีการยกฐานะสภาตำบล ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเป็นองค์กรปกครองรูปแบบใหม่เรียกว่า “องค์การบริหารส่วนตำบล”
องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2540  ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 25 ธันวาคม  2539  และใช้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาในเขตตำบลในเมือง
          เว็บไซด์ องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง : www.naimuangphichai.go.th
          เฟชบุค องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง : อบต.ในเมือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์
          โทร 0 5545 6189  แฟกซ์ 0 5545 6189  ต่อ 18

          1.2 ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของตำบลในเมือง  ร้อยละ 90 มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ โดยมีแม่น้ำน่านไหลผ่านทางด้านตะวันตกของตำบล ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญต่อการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งการทำการเกษตร  ลักษณะของพื้นที่ส่วนใหญ่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ปานกลางประมาณ  50 - 60 เมตร  มีลำคลองหลายสายไหลผ่านพื้นที่ ประกอบด้วย คลองกะชี คลองโตงเตง คลองกด  คลองละวาน คลองวัดไพร และคลองห้วยคา

          1.3 ลักษณะภูมิอากาศ
มี  3  ฤดู  คือ
ฤดูร้อน           จากเดือนมีนาคม  - พฤษภาคม             อุณหภูมิเฉลี่ย     37  ċ
ฤดูฝน             จากเดือนมิถุนายน  -  กันยายน             อุณหภูมิเฉลี่ย     35  ċ
ฤดูหนาว         จากเดือนพฤศจิกายน  - กุมภาพันธ์      อุณหภูมิเฉลี่ย     24  ċ

          1.4 ลักษณะของดิน
ตำบลในเมืองมีทรัพยากรดินที่มีลักษณะเด่น คือ มีการพัฒนาของดินไม่มากนัก และยังคงมีธาตุอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอยู่ในปริมาณค่อนข้างสูง จึงเป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรค่อนข้างสูง ลักษณะดินทั่วไปของตำบลในเมืองในเขตติดต่อริมแม่น้ำน่าน จะเป็นดินตะกอน บางแห่งเป็นดินร่วนกึ่งดินทราย, ดินมีลูกรังปน และดินร่วนและดินทรายที่มีการระบายน้ำดี ส่วนใหญ่ใช้ปลูกพืชไร่ภายในเขตริมแม่น้ำน่าน แต่ในหมู่บ้านอื่นๆ เป็นที่ราบลุ่ม     เป็นดินร่วนและมีดินลูกรังผสม พบกระจายอยู่ทั่วไปตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งจะเหมาะสำหรับการปลูกข้าว และพืชไร่  ชนิดต่างๆ

2. ด้านการเมือง การปกครอง
2.1 เขตการปกครอง  แบ่งออกเป็น  9  หมู่บ้าน  ประกอบด้วย
1)  หมู่  1   บ้านหน้าพระธาตุ                        6)  หมู่  6   บ้านคลองละวาน    
2)  หมู่  2   บ้านหน้าพระธาตุ                        7)  หมู่  7   บ้านคลองกะชี
3)  หมู่  3   บ้านในเมือง                              8)  หมู่  8   บ้านนาใต้คลองโตงเตง                   
4)  หมู่  4   บ้านหัวค่าย                              9)  หมู่  9   บ้านห้วยคา
5)  หมู่  5   บ้านวังพะเนียด 

สภาพการเมืองการปกครอง
หมู่ที่ 1  ผู้ใหญ่บ้าน       นายสันติภาพ    เสือจงภู
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นายธงชัย         จาดศรี
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นางณิชากร       เจริญพิทักษ์
หมู่ที่ 2  ผู้ใหญ่บ้าน       นายประสิทธิ์     วิศว์วิสุทธิ์
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นายปรีชา        อยู่หนู
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นางฉลอม        ไสแสง
หมู่ที่ 3  กำนันตำบลในเมือง       นายเถลิงศก      กรประเสริฐ
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน         นายอโนชา       เพ็ชรเกิด
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน         นายวุฒิชัย        เหล็กสิงห์
สารวัตรกำนัน              นายคมสัน        พิพัฒธากร
สารวัตรกำนัน              นางทักษพร      โล่ห์ประเสริฐ
แพทย์ประจำตำบล       นายทัศนัย        สิงห์ทอง
หมู่ที่ 4  ผู้ใหญ่บ้าน       นายสมเกียรติ    นาคธูป
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นายสมเกียรติ    มีรอด
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน          นางโสภี          อยู่หนู
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน (ฝ่ายรักษาความสงบ)  นายจิรศักดิ์  พรมทอง
หมู่ที่ 5  ผู้ใหญ่บ้าน        นายสวาท        แตงแก้ว
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายวันดี          แตงแก้ว
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นางประนอม     โพธิ์แย้ม
หมู่ที่ 6  ผู้ใหญ่บ้าน        นายเฉลียว       ยั่งยืน
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายวิชาญ        เพ็งพืช
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายอนุกูล        แก้วใสเงิน
หมู่ที่ 7  ผู้ใหญ่บ้าน        นายฉัตรชัย       ทาสี
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นางสำอาง        คำมินเสน
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายวุ่น           หุ่นแก้ว
หมู่ที่ 8  ผู้ใหญ่บ้าน        นายไชยวัฒน์     ขำในเมือง
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายดิเรก         สำเภาทอง
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นายสยาม        อยู่เมือง
หมู่ที่ 9 ผู้ใหญ่บ้าน         นายไพบูลย์       มงคลฤกษ์
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           น.ส.แก้วเนตร    ภูมิรักษ์
ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน           นางสงัด          ขันสังข์

2.2 การเลือกตั้ง


ประเภทการเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้ง

จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

รวม

ชาย

หญิง

นายก อบต.

-

4,849

2,281

2,568

สมาชิกสภา อบต.

1

844

398

446

2

296

143

153

3

725

339

386

4

880

401

479

5

439

202

237

6

528

258

270

7

297

160

137

8

540

237

303

9

300

143

157

          ตารางที่  1  แสดงจำนวนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ข้อมูล ณ วันที่  22  พฤษภาคม  2552
ที่มา : ระบบศูนย์ข้อมูลเลือกตั้งผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่น และทะเบียน อปท. (ele)

3. ประชากร
3.1 ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนประชากร


หมู่ที่

ชื่อหมู่บ้าน

ชื่อกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน

ประชากร (คน)

จำนวนครัวเรือน

ชาย

หญิง

รวม

1

บ้านหน้าพระธาตุ

นายสันติภาพ

เสือจงภู

596

641

1,237

765

2

บ้านหน้าพระธาตุ

นายประสิทธิ์

วิศว์วิสุทธิ์

212

215

427

157

3

บ้านในเมือง

นายเถลิงศก

กรประเสริฐ (กำนัน)

409

480

889

508

4

บ้านหัวค่าย

นายสมเกียรติ

นาคธูป

531

601

1,132

355

5

บ้านวังพะเนียด

นายสวาท

แตงแก้ว

260

309

569

211

6

บ้านคลองละวาน

นายเฉลียว

ยั่งยืน

373

377

750

267

7

บ้านคลองกะชี

นายฉัตรชัย

ทาสี

236

184

420

125

8

บ้านนาใต้คลองโตงเตง

นายไชยวัฒน์

ขำในเมือง

318

395

713

248

9

บ้านห้วยคา

นายไพบูลย์

มงคลฤกษ์

195

213

408

123

รวมทั้งสิ้น

3,130

3,415

6,545

2,759

ที่มา : ข้อมูลจากสำนักทะเบียน อำเภอพิชัย ณ วันที่  16  มกราคม  2562
ตารางที่  2  แสดงจำนวนประชากรของตำบลในเมืองตามทะเบียนราษฎร์

3.2 ช่วงอายุและจำนวนประชากร


หมู่ที่

ช่วงอายุ แรกเกิด - อายุ 17 ปี

อายุ 18 ปี – อายุ 60 ปี

อายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป

รวมเป็นรายหมู่

ชาย

หญิง

ชาย

หญิง

ชาย

หญิง

1

116

122

378

384

107

132

1,239

2

44

48

124

121

42

48

427

3

66

87

256

287

88

105

889

4

106

107

351

359

75

136

1,134

5

52

58

177

192

32

61

572

6

91

80

231

227

53

68

750

7

53

35

154

122

27

28

419

8

70

71

184

230

60

96

711

9

37

47

129

130

31

39

413

รวม

635

655

1,984

2,052

515

713

6,554

แหล่งข้อมูล : ข้อมูลจากสำนักทะเบียน อำเภอพิชัย ณ วันที่  12  ตุลาคม 2559
ตารางที่ 3 แสดงจำนวนครัวเรือนตามทะเบียนราษฎร์มีทั้งหมด   2,690  ครัวเรือน

          3.3 ตารางเปรียบเทียบจำนวนประชากร ย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2557 - 2561)


หมู่ที่

ชื่อหมู่บ้าน

พ.ศ.2557

พ.ศ.2558

พ.ศ.2559

พ.ศ.2560

พ.ศ.2561

1

บ้านหน้าพระธาตุ

1,177

1,197

1,236

1,235

1,238

2

บ้านหน้าพระธาตุ

392

395

422

425

425

3

บ้านในเมือง

927

927

927

903

904

4

บ้านหัวค่าย

1,38

1,136

1,142

1,138

1,141

5

บ้านวังพะเนียด

601

595

600

592

591

6

บ้านคลองละวาน

728

727

742

752

756

7

บ้านคลองกะชี

424

420

414

416

420

8

บ้านนาใต้คลองโตงเตง

720

716

714

715

716

9

บ้านห้วยคา

399

403

397

404

411

รวมทั้งสิ้น

6,502

6,516

6,594

6,580

6,582

          ตารางที่ 4 เปรียบเทียบจำนวนประชากร ย้อนหลัง 3 ปี (พ.ศ. 2557-  2561)

          3.3 แผนภูมิแสดงจำนวนประชากรในเขตตำบลในเมือง ตั้งแต่ พ.ศ.2557 - 2561

4. สภาพทางสังคม
4.1 การศึกษา
4.1.1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน  4  แห่ง ดังนี้
(1)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหน้าพระธาตุ ม.1
(2)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง  ม.4
(3)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคลองละวาน ม.6
(4)  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคลองกะชี ม.7

                   4.1.2 โรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน  4  แห่ง ดังนี้
(1)  โรงเรียนบ้านหน้าพระธาตุ ม.1
(2)  โรงเรียนบ้านหัวค่าย ม.4
(3)  โรงเรียนบ้านคลองละวาน ม.6
(4)  โรงเรียนบ้านคลองกะชี ม.7

                   4.1.3 อื่น ๆ
(1)  ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอพิชัย 1 แห่ง
(2)  วิทยาลัยการอาชีพพิชัย  จำนวน  1  แห่ง
(3)  ห้องสมุดประชาชน  จำนวน  1  แห่ง
(4)  ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน จำนวนทั้ง  9  หมู่บ้าน และบริเวณที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง

4.1.4  แหล่งความรู้ของชุมชน/หมู่บ้าน
(1) การจัดเวทีชาวบ้าน / ผู้นำชุมชน / ปราชญ์ชาวบ้าน
(2) การฝึกอบรม / การศึกษาดูงาน ซึ่งหน่วยงานของรัฐ/ เอกชน จัดขึ้น
(3) การเรียนรู้จากกลุ่มอาชีพ / กลุ่มเครือข่ายอาชีพ
(4) หอกระจายข่าวของ อบต. / หอกระจายข่าวของประจำหมู่บ้าน
(5) รายการวิทยุ / โทรทัศน์
(6) เอกสาร / สิ่งพิมพ์ต่างๆ  ที่ทางหน่วยงานของรัฐ / เอกชนส่งให้หมู่บ้าน
(7) ระบบอินเตอร์เน็ตตำบล และระบบ WIFI ฟรี บริเวณ อบต.

ตารางที่ 5  แสดงจำนวนนักเรียน ครู ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
แหล่งข้อมูล : ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ณ วันที่  17  มิถุนายน  2562

4.2 สาธารณสุข
-โรงพยาบาลจำนวน  1 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลพิชัย เป็นโรงพยาบาลขนาดกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข  ตั้งอยู่เลขที่ 139  หมู่ที่ 1  มีประชากรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ  จำนวน 11 ตำบล  98 หมู่บ้าน จำนวน 21,652  หลังคาเรือน ประชากร  56,638  คน  มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ  364  คน/วัน มีบุคลากร จำนวน  206  คน ประกอบด้วย
-ข้าราชการ              96  คน
-ลูกจ้างประจำ          15  คน
-พนักงานราชการ          1  คน
-ลูกจ้างชั่วคราว         94  คน
-เตียงคนไข้              6๐  เตียง
-คลินิกเอกชน  จำนวน    ๒  แห่ง

-แพทย์ประจำตำบล คือ นายทัศนัย  สิงห์ทอง
-หมอนวดแผนไทย คือ ชมรมนวดแผนไทย (กศน.ตำบลในเมือง)
-อาสาสมัครสาธารณสุขตำบลในเมือง (อสม.) ประธานคือ นายศิริ  กุลคง
-ศูนย์สาธารณสุขมูลฐาน 9 แห่ง ได้แก่
1.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านหน้าพระธาตุ หมู่ที่ 1
2.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านหน้าพระธาตุ หมู่ที่ 2
3.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านในเมือง  หมู่ที่ 3
4.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านหัวค่าย หมู่ที่ 4
5.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านวังพะเนียด หมู่ที่ 5
6.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านคลองละวาน หมู่ที่ 6
7.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านคลองกะชี หมู่ที่ 7
8.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านนาใต้คลองโตงเตง หมู่ที่ 8
9.  ศูนย์สาธารณสุขมูลฐานหมู่บ้านห้วยคา หมู่ที่ 9
- กองทุนระบบหลักประกันสุขภาพตำบลในเมือง จำนวน 1 แห่ง
4.3 การสังคมสงเคราะห์
ตารางที่ 6 การให้การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ ในเขตตำบลในเมือง พ.ศ. 2562


ประเภท

จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือ (ราย)

จำนวนเงินที่ได้รับ
(บาท) ต่อ เดือน

เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

1,177

772,200

เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการ

202

161,600

เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์

16

8,000

รวม

1,395

941,800

หมายเหตุ  ข้อมูล  ณ  วันที่  22  พฤษภาคม  2562

ตารางที่ 7 แสดงจำนวนผู้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยเอดส์ ประจำปี  2562


ประเภท

หมู่

รวม (คน)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

ผู้สูงอายุ

228

86

164

206

90

119

58

154

72

1,177

คนพิการ

33

12

35

45

20

20

10

14

13

202

ผู้ป่วยเอดส์

-

2

4

2

3

1

1

3

-

16

รวม

261

100

203

253

113

140

69

171

85

1,395

หมายเหตุ  ข้อมูล  ณ  วันที่  22  พฤษภาคม  2562

5. ระบบบริการพื้นฐาน
5.1 การคมนาคมขนส่ง
มีเส้นทางการคมนาคมติดต่อกันทุกหมู่บ้าน โดยมีถนนดิน  ถนนลูกรัง  ถนนลาดยาง และ ถนนคอนกรีตเสริมเหล็กภายในหมู่บ้านบางเส้นทาง  ดังต่อไปนี้
ถนนสายหลัก  จำนวน  11   สาย 
ถนนสายรอง (ภายในหมู่บ้าน)
มีถนนดิน                                       3      สาย
มีถนนดินลูกรัง                            36      สาย
มีถนนลาดยาง                             11      สาย
มีถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก            35      สาย 

5.2 การไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าและแสงสว่าง  ในครัวเรือนตำบลในเมือง มีไฟฟ้าเข้าถึงทุกหมู่บ้าน จำนวน 9 หมู่บ้าน  แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกครัวเรือน  (เนื่องจากชาวบ้านปลูกสร้างบ้านในพื้นที่ทำนา ขณะนี้กำลังประสานไฟฟ้าให้ประมาณการ) และมีระบบไฟฟ้าโซล่าเซลส์ช่วยบรรเทาปัญหา

ตารางที่ 8 แสดงไฟฟ้าสาธารณะภายในหมู่บ้าน

 

หมู่ที่

รวม

1

2

3

4

5

6

7

8

9

อบต.

ไฟฟ้าสาธารณะ

148

73

62

100

131

89

53

57

72

9

734

5.3 การประปา
ตารางที่  9  แสดงจำนวนระบบประปา  9  หมู่บ้าน


ลำดับที่

ชื่อหมู่บ้าน

หมู่

ประเภทประปา

หมายเหตุ

1

บ้านหน้าพระธาตุ

1

ประปาผิวดินขนาดใหญ่มาก

 

2

บ้านหน้าพระธาตุ

2

ประปาบาดาลขนาดใหญ่

 

3

บ้านในเมือง

3

ประปาผิวดินขนาดใหญ่มาก

 

4

บ้านหัวค่าย

4

ประปาบาดาลขนาดใหญ่

 

5

บ้านวังพะเนียด

5

ประปาผิวดินขนาดใหญ่มาก

 

6

บ้านคลองละวาน

6

ประปาบาดาลขนาดใหญ่

 

7

บ้านคลองละวาน

6

ประปาบาดาลขนาดกลาง

 

8

บ้านคลองกะชี

7

ประปาบาดาลขนาดขนาดกลาง

 

9

บ้านนาใต้คลองโตงเตง

8

ประปาบาดาลขนาดใหญ่มาก

 

10

บ้านห้วยคา

9

ประปาบาดาลขนาดกลาง

 

11

อบต.ในเมือง

4

ประปาบาดาล (ทรงลูกกอล์ฟ)

 

หมายเหตุ  แหล่งข้อมูล : ข้อมูลจากกองช่าง  ณ วันที่  22  พฤษภาคม 2562

          5.4 โทรศัพท์
มีตู้โทรศัพท์สาธารณะในทุกหมู่บ้าน แต่ยังไม่ทั่วถึง และอยู่ในสภาพทรุดโทรมไม่สามารถใช้งานได้
ส่วนใหญ่ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์บ้านในการติดต่อสื่อสาร

          5.5 ไปรษณีย์/การสื่อสาร/การขนส่งวัสดุ ครุภัณฑ์
ที่ทำการไปรษณีย์ประจำตำบล  1 แห่ง  คือไปรษณีย์อำเภอพิชัย ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 บ้านในเมือง
(ไปรษณีย์รับอนุญาต)

6. ระบบเศรษฐกิจ
6.1 การเกษตร
ประชากรในเขตตำบลในเมือง ร้อยละ ๗๐ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ 
ได้แก่  ข้าว  ข้าวโพด ถั่ว  มันสำปะหลัง  อ้อย  ดังนี้
-  อาชีพเกษตรกรรม    ร้อยละ       ๗๐ ของจำนวนประชากรทั้งหมด       
-  อาชีพเลี้ยงสัตว์         ร้อยละ       ๑๓ ของจำนวนประชากรทั้งหมด     
-  อาชีพรับจ้าง            ร้อยละ         ๘ ของจำนวนประชากรทั้งหมด     
-  อาชีพค้าขายและอื่นๆ  ร้อยละ      ๙ ของจำนวนประชากรทั้งหมด 
ประชากร ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จะทำนาตลอดทั้งปี โดยอาศัยน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สูบน้ำจากแม่น้ำน่าน และคลองตามธรรมชาติต่างๆ แต่ในปัจจุบันมักประสบปัญหาภัยแล้ง จึงไม่สามารถทำอาชีพเกษตรกรรมได้ตลอดทั้งปี และไม่สามารถทำอาชีพเสริมเกี่ยวกับการเกษตรได้ บางปีต้องหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทน เช่น ข้าวโพด ถั่ว  เป็นต้น

 

          ตารางที่  10  แสดงพื้นที่ทำการเกษตรของตำบลในเมือง


ลำดับที่

ชื่อหมู่บ้าน

หมู่

พื้นที่   (ไร่)

หมายเหตุ

1

บ้านหน้าพระธาตุ

1

730.50

 

2

บ้านหน้าพระธาตุ

2

183.75

 

3

บ้านในเมือง

3

479.25

 

4

บ้านหัวค่าย

4

2,734.50

 

5

บ้านวังพะเนียด

5

176.25

 

6

บ้านคลองละวาน

6

2,579.00

 

7

บ้านคลองกะชี

7

1,841.00

 

8

บ้านนาใต้คลองโตงเตง

8

605.25

 

9

บ้านห้วยคา

9

1,169.75

 

 

รวม

10,499.25

 

          แหล่งที่มา : ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอพิชัย

          6.2 การประมง
การประมงในเขตตำบลในเมือง จะมีกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชังซึ่งเลี้ยงเป็นลักษณะแพเป็นกระชังปลา
โดยมีการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์กลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอุตรดิตถ์จำกัด (บ้านหน้าพระธาตุ) โดยอาศัยเลี้ยงสัตว์น้ำในริมแม่น้ำน่านที่เป็นแม่น้ำสายหลักของอำเภอพิชัย และตำบลในเมือง โดยจะมีประชาชน หมู่ที่ 1,2,3 และ     หมู่ที่  5  ที่เลี้ยงสัตว์น้ำ  โดยพันธุ์ปลาที่นิยมเลี้ยงกันส่วนใหญ่คือ ปลาทับทิม  ปลากดคัง  ปลาดุก ปลานิล เป็นต้น

6.3 การปศุสัตว์
-  เป็นการประกอบการในลักษณะเลี้ยงในครัวเรือนเป็นอาชีพหลัก และอาชีพเสริม เช่น  การเลี้ยงไก่      เป็ด  โค  สุกร  กระบือ  จำนวนสัตว์ในพื้นที่โดยประมาณ  ดังนี้


ลำดับที่

สัตว์ประเภท

จำนวน (ตัว)

หมายเหตุ

1

โค

๔๕๕

 

2

กระบือ

125

 

3

สุกร

60

 

4

เป็ด

521

 

5

ไก่

115

 

6

อื่นๆ

815

 

          ตารางที่  11  แสดงจำนวนสัตว์แต่ละประเภทในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง

          6.4 การท่องเที่ยว ตำบลในเมือง มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ อยู่ 3 แห่ง  ได้แก่
(1) อนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก ประเภทสถานที่ศักดิ์สิทธิ์                          
อนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก ตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยคา หมู่ที่ 9 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย  จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นสถานที่เชื่อว่าเป็นบ้านเกิดของท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก มีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ คือ อนุสาวรีย์พระยา-พิชัยดาบหักในรูปนั่ง (ในท่าครองเมืองพิชัย) พระปรางค์ เรือนพระยาพิชัย สมัยวัยเยาว์และสมัยเป็นเจ้าเมือง พิพิธภัณฑ์พระยาพิชัยดาบหัก  อยู่ในพื้นที่ 327 ไร่ (ปัจจุบันมูลนิธิพระยาพิชัยดาบหักเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน)
การบริหารจัดการและการดูแลรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของอนุสรณ์สถานดังกล่าว มูลนิธิพระยาพิชัยดาบหักได้มอบหมายให้นายอำเภอพิชัยเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 จนถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ซึ่งอำเภอพิชัยดำเนินการโดยจัดทำโครงการขอรับเงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอพิชัย (13 แห่ง)
พ.ศ. 2556  คณะกรรมการมูลนิธิพระยาพิชัยดาบหัก ได้จัดประชุมคณะกรรมการมูลนิธิพระยาพิชัยดาบหัก ครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ซึ่งมีมติที่ประชุมดังนี้
1. มอบให้องค์การบริหารส่วนตำบลในเมืองเป็นหน่วยงานดูแลและบริหารจัดการอนุสรณ์สถานบ้านเกิด   พระยาพิชัยดาบหัก ตั้งแต่ได้รับการแจ้งตามหนังสือนี้เป็นต้นไป
2. มอบให้องค์การบริหารส่วนตำบลในเมืองดำเนินการจัดหาประโยชน์การบริหารจัดการอนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก โดยให้ใช้เงินรายได้จากการจัดหาประโยชน์การบริหารจัดการอนุสรณ์สถาน  บ้านเกิดพระยาพิชัย-ดาบหัก ในการดูแลและบริหารจัดการอนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก แล้วรายงานผลให้มูลนิธิพระยาพิชัยดาบหัก ทราบปีละ 1 ครั้ง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 มูลนิธิพระยาพิชัยดาบหัก ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดูแลและบริหารจัดการอนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก โดยมีหน้าที่ กำหนดกรอบนโยบายการพัฒนา และการบริหารจัดการ รวมถึงการกำหนดแนวทางการดำเนินการจัดหาประโยชน์ของอนุสรณ์สถานบ้านเกิดพระยาพิชัยดาบหัก
(2) วัดหน้าพระธาตุ ประเภทสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัดหน้าพระธาตุ หรือวัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่ในพื้นที่ บ้านหน้าพระธาตุ หมู่ 1 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ติดกับริมน้ำน่านฝั่งตะวันออก วัดหน้าพระธาตุเป็นวัดเก่าแก่โบราณคู่บ้านคู่เมืองพิชัยมานานประดิษฐานพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ก่อสร้างด้วยเนื้อปูน ปางมารวิชัย (พระพุทธรูปองค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างใน พ.ศ. 1470 โดยผู้สร้างคือ พระยาโคตรบอง)  ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในวิหารปราสาทจตุรมุขห้ายอดคลุมพระพุทธรูปหลวงพ่อโตและรอยพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมทรงปราสาทแห่งเดียวของจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับการเคารพ นับถือศรัทธาจากชาวเมืองพิชัย       ในฐานะพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองพิชัยของอำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์                
(3) กำแพงเมืองพิชัย ประเภทศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
กำแพงเมืองพิชัย ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านหน้าพระธาตุ หมู่ 2 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ กำแพงเมืองพิชัย เป็นเนินดินลูกรังที่มีเนื้อที่กว้างขวาง  มีต้นไม้ต้นหญ้าปกคลุมหน้าดินตลอดตามแนวพื้นดิน และสถานที่แห่งนี้เป็นกำแพงเมืองพิชัยในอดีตที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีประวัติศาสตร์ช้านาน แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต และเป็นสถานที่สำคัญคือ เป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ของตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์

          6.6 อุตสาหกรรม
ในเขตตำบลในเมืองมีกิจการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก จำนวน   4   แห่ง

          6.7 การพาณิชย์/กลุ่มอาชีพ
กลุ่มการพาณิชย์
ร้านค้าต่างๆ            66      แห่ง
ร้านอาหาร              21      แห่ง
ร้านวัสดุก่อสร้าง       3      แห่ง
รีสอร์ท/บ้านเช่า      11      แห่ง
ร้านซ่อมรถ            13      แห่ง
ปั้มน้ำมัน                  5       แห่ง
สำนักงาน                5       แห่ง
อื่นฯ                       12      แห่ง

          6.8 แรงงาน
จากการสำรวจข้อมูลพื้นฐานพบว่า  ประชากรที่มีอายุ  ๑๕ – ๖๐  ปี อยู่ในกำลังแรงงาน ร้อยละ  ๙๕  เมื่อเทียบกับอัตราส่วนกับจังหวัด ร้อยละ  ๗๓.๙๙  ซึ่งสูงกว่ามาก  แต่ค่าแรงในพื้นที่ต่ำกว่าระดับจังหวัด  โดยเฉพาะแรงงานด้านการเกษตร  ประชากรอายุระหว่าง  ๒๕ – ๕๐ ปี บางส่วน ไปรับจ้างทำงานนอกพื้นที่  รวมทั้งแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ  ปัญหาที่พบคือ ประชากรต้องไปทำงานนอกพื้นที่ในเมืองที่มีโรงงานอุตสาหกรรม  บริษัท ห้างร้านใหญ่ๆ  เพราะในพื้นที่ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการจ้างแรงงานเยอะ เพราะพื้นที่ส่วนมากเป็นที่อยู่อาศัย  ปัญหานี้ยังไม่สามารถแก้ไขได้

7. ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม
7.1 การนับถือศาสนา
ประชาชนตำบลในเมืองส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 99 ที่เหลือนับถือศาสนาคริตส์ โดยมีสถาบันและองค์กรทางศาสนา โดยมีสำนักปฏิบัติธรรม 1 แห่ง และมีวัดในพื้นที่ จำนวน  4 แห่ง  ได้แก่
1.  วัดหน้าพระธาตุ (วัดหลวงพ่อโต) ตั้งอยู่ที่บ้านหน้าพระธาตุ หมู่ที่ 1 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดหน้าพระธาตุเป็นวัดโบราณที่เป็นที่ประดิษฐานพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ก่อสร้างด้วยเนื้อปูน ปางมารวิชัย(พระพุทธรูปองค์นี้ตามตำนานกล่าวว่าสร้างใน พ.ศ. 1470 โดยผู้สร้างคือ พระยาโคตรบอง )  ประดิษฐานเป็นพระประธานภายในวิหารปราสาทจตุรมุขห้ายอดคลุมพระพุทธรูปหลวงพ่อโตและรอยพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมทรงปราสาทแห่งเดียวของจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้รับการเคารพ     นับถือศรัทธาจากชาวเมืองพิชัย ในฐานะพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองพิชัยของอำเภอพิชัย
2.  วัดวังพะเนียด ตั้งอยู่เลขที่  53  บ้านวังพะเนียด หมู่ที่ 5 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินทั้งหมดประมาณ  10  ไร่  3  งาน  66 ตารางเมตร มีโฉนดเลขที่  536  เป็นหลักฐาน  วัดพะเนียด เดิมมีนามว่าวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม หรือวัดต้นมะขาม และต่อมาเรียกวัดวังพะเนียด ตามชื่อประวัติของหมู่บ้าน วัดวังพะเนียด เดิมมีวิสุงคามสีมาหลักเก่า สร้างเมื่อวันที่  4  กรกฎาคม พ.ศ. 2473 และต่อมาภายหลังได้พังลงแม่น้ำไปทั้งหมด เนื่องจากสมัยก่อนยังไม่มีเขื่อน พอถึงฤดูน้ำหลาก หรือฤดูฝน ทำให้น้ำในแม่น้ำ    ล้นตลิ่ง และท่วมบ้าน น้ำได้กัดเซาะตลิ่งพัง ทำให้วิสุงคามสีมาหลังเดิมพังหายไปกับแม่น้ำและปัจจุบันได้สร้าง วิสุงคามสีมา (โบสถ์) ขึ้นมาใหม่เป็นที่เสร็จสิ้นเรียบร้อย
3.  วัดคลองละวาน ตั้งอยู่ที่บ้านคลองละวาน หมู่ที่ 6 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

4.  วัดนางลิง (วัดคลองกะชี) ตั้งอยู่ที่บ้านคลองกะชี หมู่ที่ 7 ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์  สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย เดิมวัดนางลิงตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดนางลิงในปัจจุบัน โดยมีคลองกะชีกั้นกลาง ต่อมาได้มี    นายคูณ  ประยูรชาญ  และนางทอง  ประยูรชาญ ได้ถวายที่ดินเป็นธรณีสงฆ์ ดังนั้นชาวบ้านคลองกะชี ได้ช่วยกันสร้างกุฏิเป็นสำนักสงฆ์ ซึ่งต่อมาขาดการดูแลจึงทำให้กุฏิร้างไปหลายปี ต่อมาก็มีชาวบ้านอุทิศที่ดินให้อีก ชาวบ้านจึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างกุฏิหลังใหม่  ซึ่งวันที่  12  เมษายน  2555 ได้มีงานฉลองแต่งตั้ง “วัดคลองกะชี” เป็น “วัดนางลิง” และพิธีฉลองตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนางลิง คือ พระอธิการน้ำทิพย์ กตปุญโญ จนถึงปัจจุบัน

          7.2 ประเพณีและงานประจำปี
ขนบธรรมเนียม ประเพณี
1.  ประเพณีเข้าร่วมจัดงานนมัสการหลวงพ่อโตและของดีเมืองพิชัย จัดขึ้นช่วงวันขึ้น  15  ค่ำ เดือน  3  ของทุกปี โดยอำเภอพิชัย ร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ได้เข้าร่วมงานนมัสการหลวงพ่อโตและของดีเมืองพิชัยเป็นประจำทุกปี  เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้ดำรงอยู่ตลอดไป
2. ประเพณีสงกรานต์รดน้ำดำหัว จัดขึ้นช่วงระหว่างวันที่ 11-12  เมษายน ภายในงานมีการสรงน้ำพระพุทธรูป รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬา ประกวดแข่งขันการทำอาหารด้วย ประเพณีสงกรานต์จัดขึ้น ณ บริเวณที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลในเมืองเป็นประจำทุกปี
3. ประเพณีแห่เทียนพรรษา จัดขึ้นในวันเข้าพรรษาซึ่งตรงกับวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  8  ตามปีปฏิทิน การแห่เทียนพรรษาจะทำการแห่เทียนไปรอบๆ หมู่บ้าน แล้วนำไปถวายพระเพื่อไว้ใช้จุดบูชาในช่วงจำพรรษา นอกจากเทียนพรรษาก็ยังมีผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยทานต่างๆ เพื่อนำถวายพระสงค์ ในวัดตำบลในเมือง ทั้ง  4  แห่ง
4. ประเพณีลอยกระทง จัดขึ้นซึ่งตรงกับวันขึ้น  15  ค่ำ  เดือน  12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย มักจะตกอยู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน  ประเพณีลอยกระทงของตำบลในเมืองก็จะเข้าร่วมกับเทศบาลตำบลในเมือง โดยมีขบวนแห่นางนพมาศ และกระทง  โดยชาวตำบลในเมืองก็มักจะพากันทำ กระทง จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตกแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในแม่น้ำน่าน หรือลำคลองต่างๆ เพื่อเป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

          7.3 ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาษาถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ประชาชนในเขตตำบลในเมืองได้อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น  ได้แก่  การอนุรักษ์อาหารท้องถิ่น เช่น แกงหอยรสเด็ด ไส้กรอก การใช้สารชีวพันธ์ทดแทนสารเคมี  ขนมทองม้วน กล้วยฉาบ น้ำพริกปลาร้าทรงเครื่องและวิธีการจับปลาธรรมชาติ 
ภาษาถิ่นของตำบลในเมืองที่ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร ที่แสดงถึงความเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชนที่ช่วยสืบทอดวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น และช่วยบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของชุมชน หมู่บ้าน ชาวตำบลในเมืองส่วนใหญ่พูดภาษาไทยกลางกันหมด

          7.4 สินค้าพื้นเมืองและของที่ระลึก
ประชาชนในตำบลในเมืองได้ผลิตของใช้พื้นเมืองขึ้นใช้ในครัวเรือนและเหลือเอาไว้จำหน่วยบ้าง ได้แก่ ดอกไม้จันทน์  น้ำพริกปลาร้าทรงเครื่อง แกงหอยรสเด็ด ไส้กรอก การใช้สารชีวพันธ์ทดแทนสารเคมี  ขนมทองม้วน กล้วยฉาบ น้ำพริกปลาร้า  ผลิตภัณฑ์จากผ้า

8.ทรัพยากรธรรมชาติ
8.1 น้ำ
แหล่งน้ำที่ไหลผ่าน
แหล่งน้ำที่ไหลผ่าน จำนวน  1  แห่ง  คือ แม่น้ำน่าน เป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านทางด้านทิศตะวันตก   ของตำบลในพื้นที่ของหมู่ที่ 1, หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 5
แหล่งน้ำธรรมชาติ
แหล่งน้ำธรรมชาติที่เป็น ลำน้ำ คลอง จำนวน  6  แห่ง คือ แม่น้ำน่าน , คลองละวาน, คลองกะชี,
คลองโตงเตง, คลองห้วยคา, คลองไข่ลูก , คลองน้อย
แหล่งน้ำธรรมชาติที่เป็น หนอง บึง จำนวน 6 แห่ง คือ หนองเป็ดใหญ่, หนองเป็ดเล็ก, ทุ่งทะเลหญ้า, หนองปิง, หนองลูกร้องฟักทอง,  คูประสาท
แหล่งน้ำที่สร้างขึ้น  ประกอบด้วย
-คลองชลประทาน         3        แห่ง
-ฝายกั้นน้ำ                 3        แห่ง
-บ่อน้ำตื้น                  16      แห่ง
แหล่งน้ำอุปโภค/บริโภค
สำหรับแหล่งน้ำอุปโภค/บริโภค ตำบลในเมืองมีประปาหมู่บ้าน  รวมจำนวน 11 แห่ง โดยทุกหมู่บ้านมีประปาหมู่บ้านอย่างน้อย จำนวน  1  แห่ง  น้ำที่ใช่ในการอุปโภค-บริโภค  เป็นน้ำที่ได้จากน้ำฝน และน้ำดิบจาก     แม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านทางด้านทิศตะวันตกของตำบลในพื้นที่ของหมู่ที่ 1, หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 5  นำมาใช้เป็นแหล่งน้ำดิบและผ่านกระบวนการของระบบประปา สำหรับน้ำใต้ดินมีปริมาณปานกลาง  บางครั้งไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ให้พอเพียงได้

8.2 ป่าไม้
ในเขตพื้นที่ไม่มีทรัพยากรป่าไม้ แต่มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของตำบลในเมือง   ซึ่งใช้ในการอุปโภคบริโภค และใช้ในด้านการเกษตร

8.3 ภูเขา  ในเขตตำบลในเมืองไม่มีภูเขา

        9.4 ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในพื้นที่ของตำบลในเมืองส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตร รองลงมาเป็นที่อยู่อาศัย  ร้านค้า  สถานประกอบการ  ตามลำดับ  และมีพื้นที่เพียงเล็กน้อยที่เป็นพื้นที่สาธารณะ  ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่  ก็ได้แก่  ดิน  น้ำ  ต้นไม้  อากาศที่ไม่มีมลพิษ  
ปัญหาจากทรัพยากรธรรมชาติ คือ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เขื่อนสิริกิติ์ที่เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีระดับน้ำลดต่ำลงต่อเนื่อง  ทำให้กรมชลประทานขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งประกาศขอความให้เกษตรกรงดการทำนาในฤดูนาปรัง ทำให้น้ำในการเกษตรไม่เพียงพอเกษตรกรต้องดำเนินการสูบน้ำจากแหล่งน้ำบาดาล  และก็มีหมู่บ้านบางหมู่บ้านมักประสบปัญหาภัยแล้งเป็นประจำทุกปีทั้งก็มีแหล่งน้ำซึ่งเป็นคลองธรรมชาติไหลผ่านแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค ได้แก่ หมู่ 6,7, และหมู่ 9 ทั้งนี้องค์การบริหารส่วนตำบลในเมืองก็ได้ดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและเป็นไปตามความต้องการของประชาชน เช่น โครงการผันน้ำจากคลองทหารสู่คลองละวาน, โครงการขุดลอกคลองห้วยคา, โครงการขุดลอกคลองละวาน และ โครงการปลูกต้นไม้ในวันสำคัญต่างๆ ในพื้นที่ของตนเองและที่สาธารณะ เพื่อให้ร่มรื่นสวยงาม ให้เป็นตำบลน่าอยู่ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน  ฯลฯ 

ส่วนที่ 2
กล่องข้อความ: ยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น     


                    1.  ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาระดับมหภาค
ในการกระจายอำนาจการบริหารของรัฐไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการในการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และอัตรากำลังของราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคไปให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในอนาคตอันใกล้นี้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่สูงขึ้น มีอัตรากำลังมากขึ้น รวมทั้งมีภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นตามกันไปด้วย
จากผลการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งจะต้องมีการเตรียมการเพื่อรองรับมาตรการในการถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณและอัตรากำลังจากหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายความว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเร่งกำหนดจุดหมายหรือทิศทางในการพัฒนาของตนให้ชัดเจน มีการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยมีความครอบคลุมภารกิจการพัฒนาในทุกๆ ด้าน อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะสามารถบริหารงานในความรับผิดชอบตามที่ราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคจะถ่ายโอนมาให้อย่างมีประสิทธิภาพ
แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยสนับสนุนในการวิเคราะห์สภาพปัญหา/ความต้องการขององค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อนำไปสู่การกำหนดจุดมุ่งหมายในการพัฒนา การกำหนดภารกิจ และแนวทางการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้การกำหนดแผนงาน/โครงการ มีทิศทางที่สอดคล้องและประสาน สนับสนุนในจุดมุ่งหมายร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะทำให้ปัญหา/ความต้องการได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในขณะเดียวกันด้วย
หลักการสำคัญที่ถือเป็นหัวใจของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาก็คือ การกำหนดจุดมุ่งหมายการพัฒนาและการกำหนดแนวทางการพัฒนาที่จะนำไปสู่การบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพราะหากไม่มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาที่ชัดเจนแล้ว การบริหารงานก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ เมื่อมีปัญหาอย่างซ้ำซ้อนและไม่มีที่สิ้นสุดแล้ว ยังอาจทำให้ปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นจนเกินศักยภาพและแก้ไขได้ ดังนั้น การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้กำหนดจุดมุ่งหมายและแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการ และศักยภาพอย่างเป็นระบบ ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจจากหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอีกทางหนึ่งด้วย

                    1.1 แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
          วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อันได้แก่ การมีเอกราช อธิปไตย การดํารงอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ และประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุข เป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคมท่ามกลางพหุสังคมและการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติความเป็นธรรมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสานสอดคล้องกันด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี
        ความมั่นคง หมายถึง การมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยและการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในประเทศ และภายนอกประเทศในทุกระดับ ทั้งระดับประเทศ สังคม ชุมชน ครัวเรือนและปัจเจกบุคคล และมีความมั่นคงในทุกมิติทั้งมิติทางการทหาร เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและการเมือง เช่น ประเทศมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเข้มแข็งเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน มีระบบการเมืองที่มั่นคงเป็นกลไกที่นำไปสู่การบริหารประเทศที่ต่อเนื่องและโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล สังคมมีความปรองดองและความสามัคคี สามารถผนึกกำลังเพื่อพัฒนาประเทศ ชุมชนมีความเข้มแข็ง ครอบครัวมีความอบอุ่น ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีงานและรายได้ที่มั่นคงพอเพียงกับการดํารงชีวิต มีการออมสำหรับวัยเกษียณ ความมั่นคงของอาหาร พลังงานและน้ำ มีที่อยู่อาศัยและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน
        ความมั่งคั่ง หมายถึง ประเทศไทยมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืนจนเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาลดลง ประชากรมีความอยู่ดีมีสุข ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นและมีการพัฒนาอย่างทั่วถึงทุกภาคส่วน มีคุณภาพชีวิตตามมาตรฐานขององค์การสหประชาชาติ ไม่มีประชาชนที่อยู่ในภาวะความยากจน เศรษฐกิจในประเทศมีความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันต้องมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั้งในตลาดโลกและตลาดภายในประเทศ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ตลอดจนมีการสร้างฐานเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคตเพื่อให้สอดรับกับบริบทการพัฒนาที่เปลี่ยนแปลงไป และประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในเวทีโลก มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างแน่นแฟ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นจุดสำคัญของการเชื่อมโยงในภูมิภาค ทั้งการคมนาคมขนส่ง การผลิต การค้า การลงทุนและการทำธุรกิจเพื่อให้เป็นพลังในการพัฒนา นอกจากนี้ยังมีความสมบูรณ์ในทุนที่จะสามารถสร้างการพัฒนาต่อเนื่องไปได้ ได้แก่ ทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางการเงิน ทุนที่เป็นเครื่องมือเครื่องจักร ทุนทางสังคมและทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    ความยั่งยืน หมายถึง การพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญ รายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่อยู่บนหลักการใช้ การรักษาและการฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมจนเกินความสามารถในการรองรับและเยียวยาของระบบนิเวศ การผลิตและการบริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทรัพยากรธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นและสิ่งแวดล้อมมีคุณภาพดีขึ้น คนมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความเอื้ออาทร เสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลมีนโยบายที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมอย่างยั่งยืนและให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนในสังคม ยึดถือและปฏิบัติตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างสมดุล มีเสถียรภาพและยั่งยืน

           
ยุทธศาสตร์ชาติ  6 ยุทธศาสตร์
          เพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับการพัฒนาให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง     มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และเป้าหมายการพัฒนาประเทศข้างต้น จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาวที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศในทุกมิติ     ทุกรูปแบบและทุกระดับ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการของประเทศได้รับการพัฒนายกระดับไปสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนากลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่จะสร้างและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของ ประเทศ เพื่อยกระดับฐานรายได้ของประชาชนในภาพรวมและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม คนไทยได้รับการพัฒนาให้เป็นคนดีเก่ง มีวินัย คำนึงถึง   ผลประโยชน์ส่วนรวมและมีศักยภาพในการคิดวิเคราะห์สามารถ “รู้รับ ปรับใช้” เทคโนโลยีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน ระบบสวัสดิการและกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติจะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่าง การพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” โดยประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ดังนี้
      1. ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง เป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย เอกราช อธิปไตยและมีความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ สังคม ชุมชน มุ่งเน้นการพัฒนาคน เครื่องมือ เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีความพร้อม สามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติได้ทุกรูปแบบและทุกระดับความรุนแรง ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต   ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาสังคมและองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลกบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย
๑) การรักษาความสงบภายในประเทศ เพื่อสร้างเสริมความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมือง โดย
(๑) การพัฒนาและเสริมสร้างคนในทุกภาคส่วนให้มีความเข้มแข็ง มีความพร้อม ตระหนักในเรื่องความมั่นคงและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
(๒) การพัฒนาและเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ
(๓) การพัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์   ทรงเป็นประมุขที่มีเสถียรภาพและมีธรรมาภิบาล เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าประโยชน์ส่วนตน   
(๔) การพัฒนาและเสริมสร้างกลไกที่สามารถป้องกันและขจัดสาเหตุของประเด็นปัญหาความมั่นคงที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง   
๒) การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เพื่อแก้ไขปัญหาเดิมและป้องกันไม่ให้ปัญหาใหม่เกิดขึ้น โดย
(๑) การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในปัจจุบัน
(๒) การติดตาม เฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจอุบัติขึ้นใหม่
(๓) การสร้างความปลอดภัยและความสันติสุขอย่างถาวรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
(๔) การรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งทางบกและทางทะเล
๓) การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง โดย
(๑) การพัฒนาระบบงานข่าวกรองแห่งชาติแบบบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ
(๒) การพัฒนาและผนึกพลังอำนาจแห่งชาติ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคง รวมทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ให้พร้อมป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ และเผชิญกับภัยคุกคามได้ทุกมิติ          ทุกรูปแบบและทุกระดับ  

 (๓) การพัฒนาระบบเตรียมพร้อมแห่งชาติและการบริหารจัดการภัยคุกคามให้มีประสิทธิภาพ
๔) การบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียนและนานาชาติ รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ เพื่อสร้างเสริมความสงบสุข สันติสุข ความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ ภูมิภาคและโลกอย่างยั่งยืน โดย
(๑) การเสริมสร้างและรักษาดุลยภาพสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศ
(๒) การเสริมสร้างและธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค  
(๓) การร่วมมือทางการพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้าน ภูมิภาค โลก รวมถึงองค์กรภาครัฐและที่มิใช่ภาครัฐ
๕) การพัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม เพื่อให้กลไกสำคัญต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้หลักธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดย
(๑) การพัฒนากลไกให้พร้อมสำหรับการติดตาม เฝ้าระวัง แจ้งเตือน ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวมอย่างเป็นรูปธรรม
(๒) การบริหารจัดการความมั่นคงให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศในมิติอื่นๆ   
(๓) การพัฒนากลไกและองค์กรขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง                            
                   2. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ การพัฒนาที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนพื้นฐานแนวคิด ๓ ประการ ได้แก่
๑) “ต่อยอดอดีต” โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และจุดเด่นทางทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศในด้านอื่นๆ นำมาประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่  
๒) “ปรับปัจจุบัน” เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในมิติต่างๆ ทั้งโครงข่ายระบบคมนาคมและขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต
๓) “สร้างคุณค่าใหม่ในอนาคต” ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคตบนพื้นฐานของการต่อยอดอดีตและปรับปัจจุบัน พร้อมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถสร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลกควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้ และการกินดีอยู่ดี รวมถึงการเพิ่มขึ้นของคนชั้นกลางและลดความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศได้ในคราวเดียวกัน
ประกอบด้วย
๑) การเกษตรสร้างมูลค่า ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลิตภาพการผลิต ทั้งเชิงปริมาณและมูลค่าและความหลากหลายของสินค้าเกษตร ประกอบด้วย
(๑) เกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น
(๒) เกษตรปลอดภัย
(๓) เกษตรชีวภาพ
(๔) เกษตรแปรรูป   
(๕) เกษตรอัจฉริยะ
๒) อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยสร้างอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประกอบด้วย
(๑) อุตสาหกรรมชีวภาพ
(๒) อุตสาหกรรมและบริการการแพทย์ครบวงจร
(๓) อุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์
(๔) อุตสาหกรรมและบริการขนส่งและโลจิสติกส์  
(๕) อุตสาหกรรม ความมั่นคงของประเทศ
๓) สร้างความหลากหลายด้านการท่องเที่ยว โดยการรักษาการเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของการท่องเที่ยวระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับ และเพิ่มสัดส่วนของนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูง ประกอบด้วย
(๑) ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม
(๒) ท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ
(๓) ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงามและแพทย์แผนไทย
(๔) ท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ
(๕) ท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค
๔) โครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมไทย เชื่อมโลก ครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในด้านโครงข่ายคมนาคม พื้นที่และเมือง รวมถึงเทคโนโลยีตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดย
(๑) เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมไร้รอยต่อ
(๒) สร้างและพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ
(๓) เพิ่มพื้นที่และเมืองเศรษฐกิจ
(๔) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสมัยใหม่   
(๕) รักษาและเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
๕) พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานผู้ประกอบการยุคใหม่ สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ ที่มีทักษะและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีอัตลักษณ์ชัดเจน โดย
(๑) สร้างผู้ประกอบการอัจฉริยะ
(๒) สร้างโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงิน
(๓) สร้างโอกาสเข้าถึงตลาด
(๔) สร้างโอกาสเข้าถึงข้อมูล   
(๕) ปรับบทบาทและโอกาสการเข้าถึงบริการภาครัฐ

                    3. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ เพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่งและมีคุณภาพ โดยคนไทยมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรมและเป็นพลเมืองดีของชาติ มีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม และอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การเป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่นๆ โดยมีสัมมาชีพตามความถนัดของตนเอง ประกอบด้วย
๑) การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม มุ่งเน้นให้สถาบันทางสังคมร่วมปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ โดย

(๑) การปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมผ่านการเลี้ยงดูในครอบครัว
(๒) การบูรณาการเรื่องความซื่อสัตย์ วินัย คุณธรรม จริยธรรมในการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา
(๓) การสร้างความเข้มแข็งในสถาบันทางศาสนา
(๔) การปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
(๕) การสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมที่พึงประสงค์จากภาคธุรกิจ
(๖) การใช้สื่อและสื่อสารมวลชนในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมของคนในสังคม   (๗) การส่งเสริมให้คนไทยมีจิตสาธารณะและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
๒) การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต มุ่งเน้นการพัฒนาคนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย ประกอบด้วย
(๑) ช่วงการตั้งครรภ์/ปฐมวัย เน้นการเตรียมความพร้อมให้แก่พ่อแม่ก่อนการตั้งครรภ์
(๒) ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น ปลูกฝังความเป็นคนดี มีวินัย พัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่สอดรับกับศตวรรษที่ ๒๑
(๓) ช่วงวัยแรงงาน ยกระดับ ศักยภาพ ทักษะและสมรรถนะแรงงานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด   
(๔) ช่วงวัยผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ
๓) ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ มุ่งเน้นผู้เรียน ให้มีทักษะการเรียนรู้และมีใจใฝ่เรียนรู้ตลอดเวลา โดย
(๑) การปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ ๒๑
(๒) การเปลี่ยนโฉมบทบาท “ครู” ให้เป็นครูยุคใหม่
(๓) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภท
(๔) การพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(๕) การสร้างความตื่นตัวให้คนไทยตระหนักถึงบทบาท ความรับผิดชอบและการวางตำแหน่งของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์และประชาคมโลก
(๖) การวางพื้นฐานระบบรองรับการเรียนรู้โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม   
(๗) การสร้างระบบการศึกษาเพื่อเป็นเลิศทางวิชาการระดับนานาชาติ
๔) การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย โดย
(๑) การพัฒนาและส่งเสริมพหุปัญญาผ่านครอบครัว ระบบสถานศึกษา สภาพแวดล้อม รวมทั้งสื่อตั้งแต่ระดับปฐมวัย
(๒) การสร้างเส้นทางอาชีพ สภาพแวดล้อมการทำงานและระบบสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษผ่านกลไกต่าง ๆ  
(๓) การดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและคนไทยที่มีความสามารถในต่างประเทศให้มาสร้างและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศ
๕) การเสริมสร้างให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี ครอบคลุมทั้งด้านกาย ใจ สติปัญญาและสังคม โดย
(๑) การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาวะ
(๒) การป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่คุกคามสุขภาวะ
(๓) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี
(๔) การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัย สนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี  
(๕) การส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานในการสร้างสุขภาวะที่ดีในทุกพื้นที่

๖) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดย
(๑) การสร้างความอยู่ดีมีสุขของครอบครัวไทย
(๒) การส่งเสริมบทบาทการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบครัวและชุมชนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
(๓) การปลูกฝังและพัฒนาทักษะนอกห้องเรียน  
(๔) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
๗) การเสริมสร้างศักยภาพการกีฬาในการสร้างคุณค่าทางสังคมและพัฒนาประเทศ โดย
(๑) การส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาขั้นพื้นฐานให้กลายเป็นวิถีชีวิต
(๒) การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมออกกำลังกาย กีฬาและนันทนาการ
(๓) การส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาสู่ระดับอาชีพ  
(๔) การพัฒนาบุคลากรด้านการกีฬาและนันทนาการเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬา

          4. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ การดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิด ร่วมทำเพื่อส่วนรวม การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเองและการเตรียมความพร้อมของประชากรไทย ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและสภาพแวดล้อมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งตนเองและทำประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงบริการและสวัสดิการที่มีคุณภาพอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง ประกอบด้วย
๑) การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ โดย
(๑) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก
(๒) ปฏิรูประบบภาษีและการคุ้มครองผู้บริโภค
(๓) กระจาย การถือครองที่ดินและการเข้าถึงทรัพยากร
(๔) เพิ่มผลิตภาพและคุ้มครองแรงงานไทย ให้เป็นแรงงานฝีมือที่มีคุณภาพ และความริเริ่มสร้างสรรค์ มีความปลอดภัยในการทำงาน
(๕) สร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย ทุกเพศภาวะ และทุกกลุ่ม
(๖) ลงทุนทางสังคมแบบมุ่งเป้าเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสโดยตรง
(๗) สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการศึกษา โดยเฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส   
(๘) สร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง
๒) การกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี โดย
(๑) พัฒนาศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีในภูมิภาค
(๒) กำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละกลุ่มจังหวัดในมิติต่าง ๆ
(๓) จัดระบบเมืองที่เอื้อต่อการสร้างชีวิตและสังคมที่มีคุณภาพและปลอดภัย ให้สามารถ ตอบสนองต่อสังคมสูงวัยและแนวโน้มของการขยายตัวของเมืองในอนาคต
(๔) ปรับโครงสร้างและแก้ไขกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อวางระบบและกลไกการบริหารงานในระดับภาค กลุ่มจังหวัด

(๕) สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่บนฐานข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม   
(๖) การพัฒนากำลังแรงงานในพื้นที่
๓) การเสริมสร้างพลังทางสังคม โดย
(๑) สร้างสังคมเข้มแข็ง ที่แบ่งปัน ไม่ทอดทิ้งกันและมีคุณธรรม โดยสนับสนุนการรวมตัวและดึงพลังของภาคส่วนต่าง ๆ
(๒) การรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
(๓) สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน
(๔) ส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศและบทบาทของสตรีในการสร้างสรรค์สังคม
(๕) สนับสนุนการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม   
(๖) สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสร้างสรรค์ เพื่อรองรับสังคม
ยุคดิจิทัล
๔) การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเองและการจัดการตนเอง โดย
(๑) ส่งเสริมการปรับพฤติกรรมในระดับครัวเรือน ให้มีขีดความสามารถในการจัดการวางแผนชีวิต สุขภาพ ครอบครัว การเงินและอาชีพ
(๒) เสริมสร้างศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเอง
(๓) สร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชน   
(๔) สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับชุมชน

  5. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาลและความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกัน ทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างบูรณาการ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการกำหนดกลยุทธ์และแผนงาน และการให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลทั้ง ๓ ด้าน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง ประกอบด้วย
๑) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว โดย
(๑) เพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจฐานชีวภาพให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน
(๒) อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในและนอกถิ่นกำเนิด
(๓) อนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ
(๔) รักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   
(๕) ส่งเสริมการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน
๒) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจภาคทะเล โดย
(๑) เพิ่มมูลค่าของเศรษฐกิจฐานชีวภาพทางทะเล
(๒) ปรับปรุง ฟื้นฟูและสร้างใหม่ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้งระบบ
(๓) ฟื้นฟูชายหาดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชายฝั่งทะเลได้รับการป้องกันและแก้ไขทั้งระบบ และมีนโยบายการจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการอย่างเป็นองค์รวม  
(๔) พัฒนาและเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมทางทะเลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

๓) สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ โดย
(๑) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(๒) มีการปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
(๓) มุ่งเป้าสู่การลงทุนที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและภาคเอกชน  
(๔) พัฒนาและสร้างระบบรับมือปรับตัวต่อโรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
๔) พัฒนาพื้นที่เมือง ชนบท เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มุ่งเน้นความเป็นเมืองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย
(๑) จัดท่าแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเมือง ชนบท พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ตามศักยภาพและความเหมาะสมทางภูมินิเวศอย่างเป็นเอกภาพ
(๒) พัฒนาพื้นที่เมือง ชนบท เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่มีการบริหารจัดการตามแผนผังภูมินิเวศอย่างยั่งยืน
(๓) จัดการมลพิษที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสารเคมีในภาคเกษตรทั้งระบบ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและค่ามาตรฐานสากล
(๔) สงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ มรดกทางสถาปัตยกรรมและศิลปวัฒนธรรม อัตลักษณ์และวิถีชีวิตพื้นถิ่นบนฐานธรรมชาติและฐานวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
(๕) พัฒนาเครือข่ายองค์กรพัฒนาเมืองและชุมชน รวมทั้งกลุ่มอาสาสมัคร ด้วยกลไกการ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น  
(๖) เสริมสร้างระบบสาธารณสุขและอนามัยสิ่งแวดล้อม และยกระดับความสามารถ     ในการป้องกันโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ
๕) พัฒนาความมั่นคงน้ำ พลังงานและเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย
(๑) พัฒนาการจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำทั้งระบบเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ
(๒) เพิ่มผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัด รู้คุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการใช้น้ำให้ทัดเทียมกับระดับสากล
(๓) พัฒนาความมั่นคงพลังงานของประเทศและส่งเสริมการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
(๔) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน  
(๕) พัฒนาความมั่นคงด้านการเกษตรและอาหารของประเทศ และชุมชน ในมิติปริมาณ คุณภาพ ราคาและการเข้าถึงอาหาร
๖) ยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ โดย
(๑) ส่งเสริม คุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย
(๒) พัฒนาเครื่องมือ กลไกและระบบยุติธรรม และระบบประชาธิปไตย สิ่งแวดล้อม
(๓) จัดโครงสร้างเชิงสถาบันเพื่อจัดการประเด็นร่วม ด้านการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ  
(๔) พัฒนาและดำเนินโครงการที่ยกระดับกระบวนทัศน์ เพื่อกำหนดอนาคตประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม บนหลักของการมีส่วนร่วม และธรรมาภิบาล

                    6. ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ปรับเปลี่ยนภาครัฐที่ยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม” โดยภาครัฐต้องมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ แยกแยะบทบาท หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับหรือในการให้บริการในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน มีสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรมการทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัยและพร้อมที่จะปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่าและปฏิบัติงานเทียบได้กับมาตรฐานสากล รวมทั้งมีลักษณะเปิดกว้าง เชื่อมโยงถึงกันและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมกันปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต ความมัธยัสถ์และสร้างจิตสำนึกในการปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น กฎหมายต้องมีความชัดเจน มีเพียงเท่าที่จำเป็น มีความทันสมัย มีความเป็นสากล มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและเอื้อต่อการพัฒนา โดยกระบวนการยุติธรรมมีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและการอำนวยความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม ประกอบด้วย
๑) ภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตอบสนองความต้องการและให้บริการอย่างสะดวกรวดเร็ว โปร่งใส โดย
(๑) การให้บริการสาธารณะของภาครัฐได้มาตรฐานสากลและเป็นระดับแนวหน้าของภูมิภาค   
(๒) ภาครัฐมีความเชื่อมโยงในการให้บริการสาธารณะต่าง ๆ ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้
๒) ภาครัฐบริหารงานแบบบูรณาการโดยมียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมาย และเชื่อมโยงการพัฒนาในทุกระดับ ทุกประเด็น ทุกภารกิจและทุกพื้นที่ โดย
(๑) ให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
(๒) ระบบการเงินการคลังประเทศ สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ
(๓) ระบบติดตามประเมินผลที่สะท้อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติในทุกระดับ
๓) ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เหมาะสมกับภารกิจ ส่งเสริมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ โดย
(๑) ภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสม
(๒) ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ   
(๓) ส่งเสริมการกระจายอำนาจและสนับสนุนบทบาทชุมชนท้องถิ่นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่มีสมรรถนะสูง ตั้งอยู่บนหลักธรรมาภิบาล
๔) ภาครัฐมีความทันสมัย โดย
(๑) องค์กรภาครัฐมีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทการพัฒนาประเทศ   
(๒) พัฒนาและปรับระบบวิธีการปฏิบัติราชการให้ทันสมัย
๕) บุคลากรภาครัฐเป็นคนดีและเก่ง ยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม มีจิตสำนึก มีความสามารถสูง มุ่งมั่นและเป็นมืออาชีพ โดย
(๑) ภาครัฐมีการบริหารกำลังคนที่มีความคล่องตัว ยึดระบบคุณธรรม   
(๒) บุคลากรภาครัฐยึดค่านิยมในการทำงานเพื่อประชาชน มีคุณธรรมและมีการพัฒนาตามเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ

๖) ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดย
(๑) ประชาชนและภาคีต่าง ๆ ในสังคมร่วมมือกันในการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
(๒) บุคลากรภาครัฐยึดมั่นในหลักคุณธรรม จริยธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต
(๓) การปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ มีประสิทธิภาพมีความเด็ดขาด เป็นธรรม และตรวจสอบได้   
(๔) การบริหารจัดการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ
๗) กฎหมายมีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ และมีเท่าที่จำเป็น โดย
(๑) ภาครัฐจัดให้มีกฎหมายที่สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง
(๒) มีกฎหมายเท่าที่จำเป็น   
(๓) การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม มีการเสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้กฎหมาย
๘) กระบวนการยุติธรรมเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อประชาชนโดยเสมอภาค โดย
(๑) บุคลากรและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเคารพและยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
(๒) ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม มีบทบาทเชิงรุกร่วมกันในทุกขั้นตอนของการค้นหาความจริง
(๓) หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งทางแพ่ง อาญาและปกครอง มีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ร่วมกัน
(๔) ส่งเสริมระบบยุติธรรมทางเลือก ระบบยุติธรรมชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม
(๕) พัฒนามาตรการอื่นแทนโทษทางอาญา

                    1.2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  
          หลักการสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  
การพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะมุ่งบรรลุเป้าหมายในระยะ 5 ปี ที่จะสามารถต่อยอดในระยะต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีหลักการ
สำคัญของแผนพัฒนาฯ ดังนี้
1. ยึด “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาในทุกมิติอย่างสมเหตุสมผล มีความพอประมาณ มีระบบภูมิคุ้มกันและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์ สังคมไทยเป็นสังคมคุณภาพ สร้างโอกาสและมีที่ยืนให้กับทุกคนในสังคมได้ดำเนินชีวิตที่ดี มีความสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศก็เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพและมีเสถียรภาพ การกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เป็นการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ชุมชนวีถีชีวิต ค่านิยม ประเพณีและวัฒนธรรม
2. ยึด “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีสำหรับคนไทย พัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์มีวินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี รับผิดชอบต่อสังคม มีจริยธรรมและคุณธรรม พัฒนาคนทุกช่วงวัยและเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ รวมถึงการสร้างคนให้ใช้ประโยชน์และอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูล อนุรักษ์ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม

3. ยึด “วิสัยทัศน์ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” มาเป็นกรอบของวิสัยทัศน์ประเทศไทย         ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยที่วิสัยทัศน์ดังกล่าวสนองตอบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ ได้แก่ การมีเอกราชอธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ การดำรงอยู่อย่างมั่นคงยั่งยืนของสถาบันหลักของชาติ การดำรงอยู่อย่างมั่นคงของชาติและประชาชนจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ การอยู่ร่วมกันในชาติอย่างสันติสุขเป็นปึกแผ่น มีความมั่นคงทางสังคมท่ามกลางพหุสังคมและการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความเจริญเติบโตของชาติ ความเป็นธรรมและความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน อาหารและน้ำ ความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของชาติภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติประสานสอดคล้องกันด้านความมั่นคงในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ประเทศไทยไม่เป็นภาระของโลกและสามารถเกื้อกูลประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจด้อยกว่า
4. ยึด “เป้าหมายอนาคตประเทศไทยปี 2579” ที่เป็นเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี       มาเป็นกรอบในการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุใน ๕ ปีแรก และเป้าหมายในระดับย่อยลงมา โดยที่เป้าหมายและตัวชี้วัดในด้านต่างๆ มีความสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งนี้เป้าหมายประเทศไทยในปี ๒๕๗๙  ซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกันนั้น พิจารณาจากทั้งประเด็นหลักและลักษณะของการพัฒนาลักษณะฐานการผลิตและบริการสำคัญของประเทศ ลักษณะของคนไทยและสังคมไทยที่พึงปรารถนาและกลุ่มเป้าหมายในสังคมไทย โดยกำหนดไว้ดังนี้ “เศรษฐกิจและสังคมไทยมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนบนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน สังคมไทยเป็นสังคมที่เป็นธรรมมีความเหลื่อมล้ำน้อย คนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นพลเมืองที่มีวินัย ตื่นรู้และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตลอดชีวิต มีความรู้ มีทักษะและทัศนคติที่เป็นค่านิยมที่ดี มีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ มีความเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ มีจิตสาธารณะและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม มีความเป็นพลเมืองไทย พลเมืองอาเซียนและพลเมืองโลก ประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในเวทีนานาชาติ ระบบเศรษฐกิจตั้งอยู่บนฐานของการใช้นวัตกรรม นำดิจิทัล สามารถแข่งขันในการผลิตได้และค้าขายเป็น มีความเป็นสังคมประกอบการ มีฐานการผลิตและบริการที่มีคุณภาพและรูปแบบที่โดดเด่นเป็นที่ต้องการในตลาดโลก เป็นฐานการผลิตและบริการที่สำคัญ เช่น การให้บริการคุณภาพทั้งด้านการเงิน ระบบโลจิสติกส์ บริการด้านสุขภาพและท่องเที่ยวคุณภาพ เป็นครัวโลกของอาหารคุณภาพและปลอดภัย เป็นฐานอุตสาหกรรมและบริการอัจฉริยะที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้นวัตกรรมทุนมนุษย์ทักษะสูงและเทคโนโลยีอัจฉริยะมาต่อยอด ฐานการผลิตและบริการที่มีศักยภาพ ในปัจจุบันและพัฒนาฐานการผลิตและบริการใหม่ๆ เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การมีระบบเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนที่มีความเป็นอัจฉริยะ”
5. ยึด “หลักการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนการเจริญเติบโตจากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานของการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม” จากการเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานของการใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม” แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ มุ่งเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความครอบคลุมทั่วถึงเพื่อเพิ่มขยายฐานกลุ่มประชากรชั้นกลางให้กว้างขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางสังคมและรายได้ของกลุ่มประชากรรายได้ต่ำสุดร้อยละ ๔๐ ให้สูงขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มผลิตภาพการผลิตบนฐานของการใช้ภูมิปัญญาและพัฒนานวัตกรรมนับเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา     ในระยะต่อไปสำหรับทุกภาคส่วนในสังคมไทย โดยที่เส้นทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น       กำหนดเป้าหมายทั้งในด้านรายได้ ความเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำและขยายฐานคนชั้นกลาง การสร้างสังคมที่มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาล และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. ยึด “หลักการนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างจริงจังใน 5 ปี ที่ต่อยอดไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นเป้าหมายระยะยาว” จากการที่แผนพัฒนาฯ เป็นกลไกเชื่อมต่อในลำดับแรกที่จะกำกับและส่งต่อแนวทางการพัฒนาและเป้าหมายในยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ให้เกิดการปฏิบัติในทุกระดับและในแต่ละด้านอย่างสอดคล้องกัน แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒ จึงให้ความสำคัญกับการใช้กลไกประชารัฐที่เป็นการรวมพลังขับเคลื่อนจากทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน และการกำหนดประเด็นบูรณาการของการพัฒนาที่มีลำดับความสำคัญสูง และได้กำหนดในระดับแผนงาน/โครงการสำคัญที่จะตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาได้อย่างแท้จริง รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่มีความครอบคลุมหลากหลายมิติมากกว่าในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ผ่านๆ มา ในการกำหนดเป้าหมายได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของยุทธศาสตร์ชาติและการเป็นกรอบกำกับเป้าหมายและตัวชี้วัด   ในระดับย่อยลงมาที่จะต้องถูกส่งต่อและกำกับให้สามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างมีผลสัมฤทธิ์ ภายใต้กรอบการจัดสรรงบประมาณ การติดตามและประเมินผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินและการติดตามประเมินผลการปฏิบัติราชการ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์
เป้าหมายและตัวชี้วัด
                   เป้าหมายที่ 1 คนไทยส่วนใหญ่มีทัศนคติและพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม
                   เป้าหมายที่ 2 คนในสังคมไทยทุกช่วงวัยมีทักษะ ความรู้ และความสามารถเพิ่มขึ้น
                   เป้าหมายที่ 3 คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีความสามารถ
                   เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 4 คนไทยมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
          เป้าหมายที่ 5 สถาบันทางสังคมมีความเข้มแข็งและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น   
                  โดยเฉพาะสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนา ชุมชน   
                  สื่อมวลชนและภาคเอกชน

                    ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
                    เป้าหมายและตัวชี้วัด
                   เป้าหมายที่ 1 ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคม
ที่แตกต่างกันและแก้ไขปัญหาความยากจน
เป้าหมายที่ 2 เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการพื้นฐานทางสังคมของภาครัฐ
เป้าหมายที่ 3 เพิ่มศักยภาพชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้ชุมชนพึ่งพา 
ตนเองและได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น

                    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
                    เป้าหมายและตัวชี้วัด
                    3.1 เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน
เป้าหมายที่ 1 เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ประชาชนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น                      

เป้าหมายที่ 2 การลงทุนภาครัฐและเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 3 พัฒนาภาคส่งออกให้ขยายตัวและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
เป้าหมายที่ 4 เพิ่มผลิตภาพการผลิตของประเทศ
เป้าหมายที่ 5 รักษาเสถียรภาพของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
เป้าหมายที่ 6 เพิ่มการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานของประเทศ
เป้าหมายที่ 7 ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
เป้าหมายที่ 8 ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

            3.2 การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจรายสาขา
เป้าหมายที่ 1 เศรษฐกิจรายสาขาเติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นฐานในการสร้างความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจของประเทศ
เป้าหมายที่ 2 เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้นและพื้นที่การทำเกษตรกรรม 
ยั่งยืนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 3 พัฒนาพื้นที่ไปสู่เมืองอุตสาหกรรมนิเวศ
เป้าหมายที่ 4 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและมีขีดความสามารถในการแข่งขัน
ด้านการท่องเที่ยวสูงขึ้น
เป้าหมายที่ 5 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
เป้าหมายที่ 6 เพิ่มประสิทธิภาพของภาคการเงินเพื่อให้เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาทาง
เศรษฐกิจและสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เป้าหมายและตัวชี้วัด

เป้าหมายที่ 1 รักษาและฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ
เป้าหมายที่ 2 สร้างความมั่นคงด้านน้ำ และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งน้ำผิวดิน และ
น้ำใต้ผิวดินให้มีประสิทธิภาพ
เป้าหมายที่ 3 สร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดมลพิษและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
และระบบนิเวศ
เป้าหมายที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพการลดก๊าซเรือนกระจกและขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เป้าหมายที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ความสูญเสีย    
ในชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากสาธารณภัยลดลง

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืน 
เป้าหมายและตัวชี้วัดเป้าหมายภาพรวมคือผลประโยชน์ของชาติว่าด้วยความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน
เป้าหมายที่ 1 ปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นสถาบันหลักของประเทศ
เป้าหมายที่ 2 สังคมมีความสมานฉันท์ ผู้เห็นต่างทางความคิดของคนในชาติสามารถ
อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ประชาชนมีส่วนร่วมป้องกันแก้ไขปัญหาความมั่นคง
เป้าหมายที่ 3 ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
มีโอกาสในการศึกษาและการประกอบอาชีพที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น
เป้าหมายที่ 4 ประเทศไทยมีความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงในกลุ่มประเทศสมาชิก
อาเซียน มิตรประเทศ และนานาประเทศในการป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ   
ควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ
เป้าหมายที่ 5 ประเทศไทยมีความพร้อมต่อการรับมือภัยคุกคาม ทั้งภัยคุกคามทางทหาร และภัย
คุกคามอื่นๆ
เป้าหมายที่ 6 แผนงานด้านความมั่นคงมีการบูรณาการสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการในภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบและธรรมาภิบาล
                             ในสังคมไทย   
เป้าหมายและตัวชี้วัด
          เป้าหมายที่ 1 ลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการ
                                     ให้บริการของภาครัฐ และประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจของประเทศ
เป้าหมายที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เป้าหมายที่ 3 เพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตให้สูงขึ้น
เป้าหมายที่ 4 ลดจำนวนการดำเนินคดีกับผู้มิได้กระทำความผิด

          ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์
เป้าหมายและตัวชี้วัด

เป้าหมายที่ 1 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ในภาพรวม
เป้าหมายที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่ง
เป้าหมายที่ 3 การพัฒนาระบบโลจิสติกส์
เป้าหมายที่ 4 การพัฒนาด้านพลังงาน
เป้าหมายที่ 5 การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
เป้าหมายที่ 6 การพัฒนาด้านสาธารณูปการ (น้ำประปา)

                             ยุทธศาสตร์ที่ 8 การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม
เป้าหมายและตัวชี้วัด

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ
เป้าหมายที่ 2 เพิ่มความสามารถในการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อ 
ยกระดับความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ และคุณภาพชีวิต
ของประชาชน

          ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ   
          เป้าหมายและตัวชี้วัด
เป้าหมายที่ 1 ลดช่องว่างรายได้ระหว่างภาคและมีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้น
เป้าหมายที่ 2 เพิ่มจำนวนเมืองศูนย์กลางของจังหวัดเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับคนทุกกลุ่มในสังคม
เป้าหมายที่ 3 พื้นที่ฐานเศรษฐกิจหลักมีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อ 
สิ่งแวดล้อม
เป้าหมายที่ 4 เพิ่มมูลค่าการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่บริเวณชายแดน

ยุทธศาสตร์ที่ 10 ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา
          เป้าหมายและตัวชี้วัด
เป้าหมายที่ 1 เครือข่ายการเชื่อมโยงตามแนวระเบียงเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและมีการใช้ประโยชน์ 
ได้เต็มศักยภาพ
เป้าหมายที่ 2 ระบบห่วงโซ่มูลค่าในอนุภูมิภาคและภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น
เป้าหมายที่ 3 ประเทศไทยเป็นฐานเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน   
และเอเชีย รวมทั้งมีการพัฒนาส่วนขยายจากแนวระเบียบเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคให้ 
ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้
เป้าหมายที่ 4 ประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาที่สำคัญทั้งในทุกระดับ

                   1.3 แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง
     (พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์)

“ ศูนย์กลางการบริการสี่แยกอินโดจีน”

                    พันธกิจ
1. ยกระดับรายได้และกระจายรายได้ ควบคู่กับการสร้างสังคมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
2. พัฒนาฐานการผลิตและบริการให้เข้มแข็งและมีเสถียรภาพบนพื้นฐานการพัฒนาผลิตภาพและ
การสร้างสรรค์
3. สร้างความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและสังคมกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

                    ประเด็นยุทธศาสตร์
1. พัฒนากระบวนการผลิต การบริหารจัดการ การตลาด สินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน
2. พัฒนาโครงการเครือข่ายการค้า การลงทุน การบริการ เครือข่ายคมนาคมขนส่งสี่แยกอินโดจีน
และอาเซียน
3. พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมกีฬาและสุขภาพ
4. บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

                    เป้าประสงค์
1. ผลผลิตการเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัยได้มาตรฐานและมีมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน
2. เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในกลุ่มจังหวัด ภูมิภาคและต่างประเทศ เพื่อใช้ศักยภาพแหล่งที่ตั้ง
และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ
3. พัฒนาการค้าการลงทุนและความร่วมมือชายแดนไทย - พม่า/ไทย - ลาว
4. อนุรักษ์ ฟื้นฟูและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงนิเวศ ประวัติศาสตร์ กีฬาและสุขภาพ
5. บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
วิสัยทัศน์จังหวัดอุตรดิตถ์

“เมืองแห่งคุณภาพชีวิต  ผลผลิตปลอดภัย
การท่องเที่ยวพัฒนา การค้าชายแดนเติบโต

        
     พันธกิจ
1. พัฒนาให้เป็นเมืองน่าอยู่ มีความรู้คู่คุณธรรม มีวินัย มีศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม
และมีการสืบสานต่อไป มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนในการดำรงชีวิต
2. ส่งเสริม พัฒนาผลผลิตด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแปรรูปสินค้า OTOP
ให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพปลอดภัยและมีระบบการตลาดที่ดี
3. ส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง
และความสมัครสมานสามัคคีของประชาชน
4. พัฒนา อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำและพลังงาน
5. ส่งเสริมพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรภูดู่ และการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ที่ดี         
ทั้งภายในและระหว่างประเทศ

     ประเด็นยุทธศาสตร์
          1. เสริมสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ ชุมชนและครอบครัวเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี
2. พัฒนาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานและ
มีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ
                   3. พัฒนาทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการท่องเที่ยว
4. อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำ และส่งเสริมพัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรต่อ  
สิ่งแวดล้อม
5. เพิ่มศักยภาพ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

     เป้าประสงค์
1. ประชาชนและชุมชนมีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและยั่งยืน
2.  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การแปรรูปสินค้า ผลิตภัณฑ์ OTOP
3. เป็นเมือง 3 วัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว
4. ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงานมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น
5.  ระบบบริหารการค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีศักยภาพสูงขึ้น

 แผนพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2560 (ทบทวนใหม่)

 

 

ประเด็นการพัฒนาของจังหวัด และแผนงานภายใต้ประเด็นการพัฒนา :
          1. เสริมสร้างบ้านเมืองให้น่าอยู่ สร้างชุมชนและครอบครัวเข้มแข็ง เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีเป้าประสงค์ของประเด็นการพัฒนา คือ ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานะทางสังคม ได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อารมณ์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีทักษะในการประกอบอาชีพ มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน มีความปลอดภัยในสังคมชุมชน การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
แผนงาน :
1.1 การพัฒนาคนทุกเพศ ทุกวัย ครอบครัว ชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพิ่มรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
1.2 การเสริมสร้างบ้านเมืองให้มีความน่าอยู่ มั่นคงและปลอดภัย

กลยุทธ์ :
1.1 พัฒนาและปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมผังเมืองทุกระดับ ระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการระบบประปาและโครงสร้างพื้นฐาน
1.2 เพิ่มศักยภาพบุคลากรและระบบการบริหารจัดการภาครัฐให้สะอาด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
1.3 พัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการสร้างโอกาสยกระดับคุณภาพการศึกษาและเข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศได้อย่างทั่วถึง
1.4 ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ปลอดภัย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 
1.5 เสริมสร้างสถาบันครอบครัวและชุมชนให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง ปลอดยาเสพติด
1.6 ส่งเสริมการมีงานทำและเพิ่มรายได้ของประชาชนอย่างทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำ

          2. พัฒนาเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐาน และ
มีการบริหารจัดการด้านการตลาดที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าประสงค์ของประเด็นการพัฒนา คือ บริหารจัดการผลผลิตทั้งภาคเกษตรอย่างเป็นระบบครบวงจร โดยมีการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเพื่อการแปรรูปสร้างมูลค่าและความต้องการของผู้บริโภคในตลาด ส่งเสริมการทำเกษตรแบบผสมผสาน วนเกษตร เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP โดยการนำอัตลักษณ์ของชุมชน/ท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นสินค้าในระดับสากล
                   แผนงาน :
2.1 การพัฒนาการเกษตรให้มีคุณภาพปลอดภัย ได้มาตรฐานและมีการตลาดที่ครอบวงจร
2.2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP SMEs และอุตสาหกรรมให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีการตลาดที่ครบวงจร

                    กลยุทธ์ :
2.1 ส่งเสริม พัฒนากระบวนการผลิตภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพ ด้วยระบบ Zoning ที่สอดคล้องกับการตลาด และการบริหารจัดการตลาดสินค้าทุกประเภท
2.2 เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการให้กับภาคการผลิตทุกด้าน ทุกองค์กรให้เข้มแข็ง
2.3 ส่งเสริมการศึกษาการวิจัย การสร้างนวัตกรรม และพัฒนาสู่ Thailand 4.0

          3. พัฒนาทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน    การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าประสงค์ของประเด็นการพัฒนา คือ พัฒนาเตรียมความพร้อมเชิงพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว เน้นการพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับศักยภาพและขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว และให้ความสำคัญกับมิติของการพัฒนาการท่องเที่ยวในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความสมดุลของการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยส่งเสริมการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นของชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งและพัฒนาเชื่อมโยงสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) เข้าสู่ภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยว
แผนงาน :
3.1 การนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์
3.2 การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

                    กลยุทธ์ :
3.1 ทำนุบำรุง รักษาและสืบทอดศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นให้ยั่งยืน
3.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยเพื่อใช้ในการผลิต สินค้าบริการ การเพิ่มรายได้
3.3 ส่งเสริมเชื่อมโยงเส้นทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยวกับเพื่อนบ้านทั้งภายในและต่างประเทศ
3.4พัฒนาการท่องเที่ยวทุกด้าน ทุกพื้นที่ โดยเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ และยกระดับการท่องเที่ยวให้สูงขึ้น

          4. อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและแหล่งน้ำ และส่งเสริมพัฒนาพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าประสงค์ของประเด็นการพัฒนา คือ การรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ลุ่มน้ำน่านและลำน้ำสาขา เพื่อให้ทุกภาคส่วนในพื้นที่เกิดความตระหนักและร่วมมือกันในการดูแลรักษาป่าต้นน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยการฟื้นฟูสภาพป่า การป้องกันและปราบปรามไม่ให้มีการบุกรุกเข้าไปทำลายป่า การสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ตามแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย การขาดแคลนน้ำภาคการผลิต น้ำอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ สนับสนุนส่งเสริมการใช้พลังงานทุดแทน พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งในภาคครัวเรือนและภาคการผลิต และการบริหารจัดการขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล

แผนงาน :
4.1 การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
4.2 การพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
4.3 การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน การบริหารจัดการขยะและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

         กลยุทธ์ :
4.1 การสร้างสมดุลการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติพร้อมกับการอนุรักษ์  พัฒนา ฟื้นฟู
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
4.2 กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ในที่ดินของประชาชน          
ให้เพียงพอแก่การอยู่อาศัยและการเกษตรกรรม
4.3 ส่งเสริม พัฒนาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมของเมืองและท้องถิ่นภายใต้การมีส่วนร่วม
ของชุมชน            
4.4 ส่งเสริม บำรุงรักษาและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษ 
ที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน
4.5ส่งเสริม สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและการบริหารจัดการด้านพลังงานให้มีประสิทธิภาพ 
สูงสุด

                    5. เพิ่มศักยภาพการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าประสงค์ของประเด็นการพัฒนา คือ ผลักดันให้มีการพัฒนาด่านชายแดนภูดู่ให้มีศักยภาพ อำนวยความสะดวกในการส่งเสริมการค้าชายแดน โดยส่งเสริมและสนับสนุนจัดตั้งด่านศุลกากร ศูนย์กระจายสินค้า รวมไปถึงระบบคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ พัฒนาความสัมพันธ์ทางสังคมข้ามพรมแดนระหว่างจังหวัดอุตรดิตถ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
แผนงาน :
5.1 การพัฒนาศักยภาพการค้า การลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน
5.2 การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน

                    กลยุทธ์ :
5.1 พัฒนาจุดผ่านแดนถาวรภูดู่ในทุกด้านเพื่อให้เป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านและนานาชาติ
5.2 พัฒนาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวในทุกมิติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
5.3 พัฒนาสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับต่างประเทศ  
5.4 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบ Logistics ที่เอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและการ  
บริการ
5.5 สนับสนุนให้มีการปรับปรุง พัฒนาการท่องเที่ยว สินค้าและบริการบนพื้นฐานเศรษฐกิจ
สร้างสรรค์และยุคดิจิตอล

           1.4 ยุทธศาสตร์องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์
                  วิสัยทัศน์ พันธกิจและจุดมุ่งหมายการพัฒนา
                    เพื่อนำนโยบายผู้บริหาร ยุทธศาสตร์การพัฒนาทั้งในระดับชาติ กลุ่มจังหวัดและยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ไปสู่การปฏิบัติ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุตรดิตถ์ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา  ระยะสี่ปี (พ.ศ.2561 - 2565) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดแนวทางพัฒนาจังหวัดอุตรดิตถ์ ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

                    วิสัยทัศน์การพัฒนา
          “เมืองแห่งการพัฒนา คู่คุณภาพชีวิตที่ดี ในวิถีเศรษฐกิจพอพียง”
                    พันธกิจ
1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ได้มาตรฐาน เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและการเข้าเป็นประชาคมอาเซียน
2. การพัฒนาระบบเศรษฐกิจ สินค้าทางการเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศในอาเซียน
3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความกินดี อยู่ดี มีความสุข ภายใต้สังคมที่มีคุณภาพ  มีความมั่นคงและได้รับการดูแลตลอดชีวิต
4. การพัฒนาศักยภาพด้านการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นประชาคมอาเซียน ควบคู่กับการทำนุบำรุงศาสนาและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น
5. การดูแลรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน
6. การพัฒนาการเมืองและการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล สร้างความชอบธรรมในสังคม โดยการกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึง ตำบลละ 1 ล้านบาท หมู่บ้านละ 1 แสนบาท โรงเรียนละ 1 หมื่นบาท

ยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ (พ.ศ.2561 - 2565)
วิสัยทัศน์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอุตรดิตถ์
                             “ อุตรดิตถ์เมืองแห่งคุณภาพชีวิตและเมืองน่าอยู่ ”


ลำดับที่

ยุทธศาสตร์
การพัฒนา

แนวทางการพัฒนา

     1.

ด้านส่งเสริม
คุณภาพชีวิต

1.1 ส่งเสริมและสนับสนุนระบบทางเศรษฐกิจและทุนเกษตรผสมผสาน
กลุ่มอาชีพเกษตรกรรม กลุ่มอาชีพในชุมชนท้องถิ่น มีอาชีพหลัก อาชีพรอง
อาชีพเสริมให้มีความเข้มแข็งตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและ
แนวทางประชารัฐ
1.2 พัฒนา ส่งเสริม สนับสนุนการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ด้วยการผลิต
การรวบรวมการผลิต การแปรรูปและการตลาด บริการ พืชผลทางการเกษตร
1.3 ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ชีวภาพปลอดภัยจากสารพิษ
1.4 ส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นเป็นต้นทุนในการประกอบ
อาชีพ
1.5 ส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็ก เยาวชน สตรี ผู้ด้อยโอกาส
และผู้ป่วยเอดส์
1.6 ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การศึกษาตลอดชีวิต ให้ได้มาตรฐาน
อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม  และมีประสิทธิภาพ
1.7 ยกระดับคุณภาพชีวิตคนยากจน คนยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส
1.8 ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีสุขภาพและสุขภาวะชุมชนท้องถิ่นที่ดี 
ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางสาธารณสุขให้มีคุณภาพและบริการอย่างทั่วถึง
และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมบุคลากรทางการแพทย์
และแพทย์ประจำตำบล
1.9 ส่งเสริมสนับสนุนด้านกีฬาและนันทนาการ
1.10 ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน  
เชิงคุณภาพ
1.11 สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ,
สร้างภูมิคุ้มกันการตั้งครรภ์ในวัยเรียน
1.12 พัฒนาข้อมูล ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวก
ในการเชื่อมโยงฐานข้อมูล
1.13 ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมแหล่งเรียนรู้ให้เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้
ในอาเซียน

 

 

ลำดับที่

ยุทธศาสตร์
การพัฒนา

แนวทางการพัฒนา

2.

ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา
ยาเสพติดและอบายมุข 

2.1 สนับสนุนการปลูกจิตสำนึกในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกระดับ

    1.  สนับสนุนการปลูกจิตสำนึกในการลด ละ เลิกอบายมุขทุกประเภท และ
      สนับสนุนกิจกรรมเพื่อลด ละ เลิกอบายมุขในชุมชนหมู่บ้าน
    2.  สนับสนุนการป้องกันปัญหายาเสพติดและอบายมุขในทุกพื้นที่
    3.  สนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกด้านและอบายมุขทุกประเภท
    4. สนับสนุนการรวมพลังแผ่นดินทุกภาคส่วนเพื่อเอาชนะยาเสพติด                    อย่างยั่งยืนตามนโยบายและ เป้าหมายของรัฐบาล
    5.  สนับสนุนกิจกรรม To Be Number One

3.

ด้านโครงสร้าง
พื้นฐาน

3.1 พัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งและการท่องเที่ยว
3.2 พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค และการเกษตร
3.3 พัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการให้ได้มาตรฐาน
3.4 สนับสนุนส่งเสริมการสร้างเครือข่ายผังเมืองชุมชน และการจัดทำ
ผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีกลไกการทำงานเครือข่าย
ผังเมืองทุกระดับ การจัดทำผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
3.5 พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และระบบ Logistics ที่เอื้อต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและการบริการเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน
3.6 การพัฒนาโครงข่ายคมนาคม

4.

ด้านการส่งเสริม
อาชีพ การลงทุน
พาณิชยกรรม
และการท่องเที่ยว

4.1 พัฒนาและส่งเสริมอาชีพ อาชีพหลัก อาชีพรอง อาชีพเสริม
เกษตรผสมผสาน อาชีพเกษตรกรรมและอาชีพหลากหลาย ในชุมชนท้องถิ่นเน้นการฝึกทักษะด้านอาชีพและสนับสนุนศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน
ในรูปแบบการทำงานแบบประชารัฐ
4.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวทางเศรษฐกิจ  
พอเพียง
4.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการนำระบบสหกรณ์มาใช้ในชุมชน หมู่บ้าน เพื่อ 
สร้างความเข้มแข็งในชุมชนหมู่บ้าน
4.4 ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาชีพการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรให้มีความ
เข้มแข็ง
4.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น
ให้ได้คุณภาพและมาตรฐานและเพิ่มช่องทางการตลาด
4.6 ส่งเสริมการค้าและการลงทุน การตลาด ระบบตลาดกลางชุมชนท้องถิ่น   
เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน
4.7 พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของท้องถิ่น
4.8 ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยว
4.9 ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และส่งเสริมเครือข่าย
และให้มีกลไกการจัดการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นทุกระดับ
4.10 ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์โดยสื่อหลักและสื่อศิลปวัฒนธรรม
และจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

 


-.-ลำดับที่

ยุทธศาสตร์
การพัฒนา

แนวทางการพัฒนา

5.

ด้านการบริหาร
จัดการและการ
อนุรักษ์ทรัพยากร
ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อม

5.1 ส่งเสริม สนับสนุนการอนุรักษ์ฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรน้ำและป่าไม้ในพื้นที่ลุ่ม
น้ำน่าน และลุ่มน้ำสาขา สร้างเครือข่ายการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสร้างเสริมกลไกการทำงานครอบคลุมทุกระดับ
5.2 สนับสนุนการบริหารจัดการป่าชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน
5.3 การสร้างจิตสำนึก การป้องกัน อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
5.4 บูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้มีกลไกการทำงานทุกระดับอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ
5.5 จัดระบบบริหารจัดการขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูลและน้ำเสีย และมลพิษทางน้ำ 
ทางอากาศและทางเสียง โดยบูรณาการร่วมกัน
5.6 สร้างเครือข่ายกลไกการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม ให้มีกลไกคณะทำงานในทุกระดับ
5.7 ส่งเสริม สนับสนุน การจัดทำแผนแม่บทพลังงานทดแทน และพัฒนาการผลิต และการใช้พลังงานทดแทน 

     6.

ด้านศิลปะ
วัฒนธรรม
จารีตประเพณีและ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
และการศึกษา

6.1 ส่งเสริมและสนับสนุนศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของ
ท้องถิ่น
6.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างและพัฒนาจัดการองค์ความรู้ ศูนย์เรียนรู้
ชุมชน ศูนย์ข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน การศึกษา
ทุกระดับและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
6.3 สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอดและตระหนักถึงคุณค่าและ
ความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีท้องถิ่นระหว่าง
ประเทศเพื่อนบ้าน
6.4 ส่งเสริมและพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของประชาชน และเจ้าหน้าที่
ของรัฐ
6.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ทุกระดับด้านภาษาสำหรับเด็ก เยาวชน  และประชาชน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
6.6 ส่งเสริมและพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกตำบล
6.7 ส่งเสริมและสนับสนุนอัตลักษณ์ท้องถิ่น
6.8 การส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับให้มีคุณภาพ และกระจายโอกาสให้ได้รับ
การเรียนรู้ทุกระดับ

 

-.-ลำดับที่

ยุทธศาสตร์
การพัฒนา

แนวทางการพัฒนา

7.

ด้านการจัดระเบียบ
ชุมชน/สังคมและ
การรักษาความสงบเรียบร้อย

7.1 ส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนและกระบวนการประชาสังคม และการเมืองภาคประชาชนและภาคพลเมือง
7.2 สร้างสภาพแวดล้อมเมืองและชุมชนให้สวยงามน่าอยู่ เสริมสร้างและพัฒนา
กลไกการมีส่วนร่วมทุกระดับ เครือข่ายประชาสังคมระดับหมู่บ้าน/ระดับตำบล/
ระดับอำเภอ (ศปม. ศปต. ศปอ.)
7.3 พัฒนาและส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี
7.4 ส่งเสริมสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  แก่ประชาชนและ
ผู้ประสบภัย
7.5 การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการและการบริการประชาชน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล 
7.6 บูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ภาครัฐ ภาคเอกชน
และหน่วยงานอื่น ๆ
7.7 ส่งเสริมและสนับสนุนการให้สื่อในชุมชนท้องถิ่นเพื่อประสานการพัฒนาสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น และรู้รักสามัคคี
7.8 ส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายในการดูแลคุ้มครองพื้นที่สาธารณประโยชน์
7.9 ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคพลเมือง ประชาสังคม สนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนาเครือข่ายองค์กรชุมชุน สภาองค์กรชุมชน/ตำบล และเครือข่ายประชาสังคม
7.10 สนับสนุนป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เครือข่ายหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ

8.

ด้านการประชา
สัมพันธ์และ
การสื่อสาร

8.1 ส่งเสริมและสนับสนุน พัฒนาให้มีสถานีวิทยุชุมชน เครือข่ายและกลไก
การจัดการทุกระดับ
8.2 ส่งเสริมให้มีทีวีชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายและกลไกการจัดการทุกระดับ
8.3 ส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนากระบวนการประชาสัมพันธ์ โดยการสร้างเครือข่ายกลไกการจัดการเชื่อมโยงสื่อกระแสหลัก
8.4 ส่งเสริมสนับสนุนสื่อศิลปวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นและเชื่อมโยงสื่อกระแสหลักโดยการสร้างกลไกการจัดการทุกระดับ
8.5 ส่งเสริมสนับสนุนสื่อสังคมทุกพื้นที่โดยการสร้างกลไกการจัดการทุกระดับ
8.6 ส่งเสริมสนับสนุนสื่อให้มีทุกช่องทางหลากหลายสอดคล้องกับพื้นที่จัดให้มีกลไกการจัดการทุกระดับ

     9.

ด้านการบริหาร
จัดการตามหลัก
ธรรมาภิบาล (
Good Governance)

9.1 การพัฒนาบุคลากร พัฒนาองค์กร เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์/ทันต่อโลก
9.2 การป้องกันปราบปรามการทุจริต ทุกรูปแบบ
9.3 ส่งเสริม สนับสนุน บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้มีการบริหารจัดการ
ตามหลักธรรมาภิบาล